มาเก๊า 17 ปี ต่อมา

8 Mar

เราเคยไปมาเก๊ามาแล้วตอนเด็กๆ จำได้เลือนรางว่าจะไม่กลับไปอีก จนช่วงหลังๆนี่ใครก็ฮิตไปมาเก๊ากันมากขึ้น รูปที่ออกมา เช่น จากเรื่อง กุง หรือ มิวสิคพี่บี้ ก็ดูงามงดจนน่าตกใจ แต่หลายๆคนก็ยังบอกว่างั้นแหละ ฮ่องกงมีอะไรดีกว่าเยอะ คราวนี้มีความจำเป็นเลยได้แวะไปมาเก๊า 17 ปีต่อมา

เกิดจากว่าปิดเทอมช่วงนี้เราไม่ได้คิดจะไปเที่ยวไหนแล้ว แต่พอดีว่างเยอะเหลือเกิน และนอยด์ว่าควรไปฮ่องกง (หลังจากเห็นปาฎิหาริย์ปีเสือมาหลายราย) ก็เลยจองตั๋วสแตท แต่ก็ตั้งแต่ธันวาเลยนะ เผอิญว่าช่วงที่จะไปได้ตรงกับตรุษจีน ตั๋วก็เต็มสิคะ ไม่ว่าจะตั๋วแบบไหนก็ตาม ถูกหรือแพง เต็มกันจนถึงบิสซิเนสคลาส พี่ที่รับจองตั๋วยังแอบตกใจว่าทำไมคนไทยแห่กันไปขนาดนี้ ในที่สุด เราก็ต้องไปจบลงที่แอร์เอเชีย และบินไปลงมาเก๊าอีก เพราะลงฮ่องกงนี่เต็มสิ้น เราก็เลยต้องจำใจไปมาเก๊า

ความทรงจำของมาเก๊าเมื่อ 17 ปีก่อน คือ เป็นเมืองเก่าๆเยินๆ คนไม่มีชีวิตชีวา เหมือนให้มันผ่านไปวันๆ คนไม่เดินกันพลุกพล่านด้วย หน้าบ้านส่วนใหญ่จะขายพวกของทะเลตากแห้ง ท้องถนนก็สกปรก ตึกเก่าๆ แต่เป็นตึกแบบชิโน-โปรตุกีส (แบบที่ภูเก็ตยังคล้ายกว่ามาเก๊าในปัจจุบันนี้) ทางเดินหน้าบ้านจะเชื่อมกันและมีหลังคาโค้ง สิ่งงดงามอย่างเดียวคือ คาสิโน เพราะรายได้หลักของเมืองอยู่ที่นี่ จนได้มาดูซีรี่เกาหลีเรื่อง กุง หรือ Princess Hour ที่นางเอกต้องไปอยู่มาเก๊า ปกิสว่า ทำไมหน้าตาอย่างกะยุโรปแบบนี้ แต่คนที่รู้จักที่เพิ่งไปกันมา ก็บอกอยู่ดีว่ามาเก๊าไม่เห็นมีอะไรเลย ฮ่องกงดีกว่า

แต่หลังจากเรานั่งรถออกจากสนามบิน หนูก็เริ่มกรี๊ดแร้ว ทำไมตึกบ้าๆบอๆประหลาดๆเยอะอย่างนี้ ทำไมสะพานข้ามเกาะมีลูกเล่นยกขึ้นยกลงด้วย พอถึงในเมืองก็กรี๊ดอีกรอบ ทำไมคนเยอะอย่างนี้ อย่างกะเดินฮ่องกงในแถบชานเมือง ตึกเก่าๆก็ทาสีเหลืองให้ฟีวเมดิเตอร์เรเนียนมากมาย ง้ามงาม 17 ปีเปลี่ยนกันได้ขนาดนี้ เราก็พอเข้าใจนะที่คนอื่นบอกว่าเฉยๆเพราะคงไปเทียบกับยุโรป แต่ของหนูเทียบกับอดีตเยินๆของมาเก๊าเอง

เราตั้งใจเดินที่มาเก๊าแค่ช่วงกลางวัน และเดินแค่แป๊บเดียวพอ เพราะหนาว หนูแต่งตัวอินแอพโพรพริเอทอย่างแรง อากาศประมาณ 10 องศา แต่หนูใส่เสื้อหนาวบางๆแค่สองตัว รองเท้าก็เป็นครอคส์ ในขณะที่คนอื่นใส่เสื้อโค้ทดีงามและรองเท้าบู๊ท หนูเหมือนหลุดมาจากไหนไม่รี้ ในที่สุดก็เดินไปซื้อถุงเท้ามาใส่มันกลางซานมาโล เพราะทนหนาวไม่ไหว

มาเดินเที่ยวกันดีกว่า รูปจะเบี้ยวๆบ้าง แต่หนูมีข้อแก้ตัวว่า รูปส่วนใหญ่สแนปแอ่นโก (snap and go) เพราะคนเยอะมากจากตรุษจีนเกือบวันสุดท้าย จะเห็นคนเดินถือแผนที่รอนกันทั่วเมือง

หลังจากฝากกระเป๋าที่ Terminal Maritimo (ท่าเรือ ชื่อเก๋มะ ชอบชื่อทุกอย่างที่นี่เพราะเป็นภาษาโปรตุกีสสิ้น แต่พอเดาได้ เหมือนเดินอยู่ในยุโรปเรย) ก็นั่งรถเข้าเมือง ที่มีซากโบสถ์ที่เห็นกันทั่วไปในทีวี ตรงนั้นเรียกว่า San Malo บอกคนท้องถิ่นว่า ซานมาโล เค้่าเข้าใจแน่นอนถึงแม้จะพูดอังกิดไม่ได้

ซาน มาโล เป็นย่านที่มีตึกเก่า ได้รับการบูรณะซะงดงาม ตึกทาสีเหลืองสิ้น แต่มาช่วงตรุษจีนค่ะ แดงเถือกด้วยของตกแต่งแดงๆจนหนูกัว

ย่านซานมาโลนี่มีร้านรวงเปิดมากมายเหมือนเดินอยู่ฮ่องกง เพราะร้านแบรนด์ฮ่องกงนะสิ

โบสถ์เซนต์ดอมินิค ชอบสีเหลืองจัง ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอย่างนี้ใจกลางมาเก๊า

พื้นถนนก็ทำซะดีเชียว ไม่สกปรกเยินๆเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

ต้องเดินต่อไปอีกเพื่อจะไปถึงซาก เซ้าเปาโล แต่ระหว่างทางมีของกินมากมาย หนูโดนดิสแทรคตลอดทาง (พายไข่ก็ซื้อแถวนี้แหละ) เป็นของบ้านๆที่คนต่อคิวกันเพียบ

ซากโบสถ์เซาเปาโล (Sao Paolo or St. Paul's) คุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่จะให้ดูความเป็นตรุษจีนที่ต้องแทรกอยู่ทุกอณู

ด้านหลังเซ้าเปาโลที่หนูไม่เคยเห็นมาก่อน เหลือซากแค่นี้แหละ แล้วก็เพิ่งรู้ว่าให้ขึ้นไปดูวิวได้ด้วย

เดินต่อมาเรื่อยๆทางด้านหลัง มาเจอย่านเล็กๆให้นั่งพัก น่ารักดีเนอะ มีร้านคาเฟ่เล็กๆแทรกอยู่แถวนี้เยอะแยะเลย แต่ราคาก็อัพตามความน่ารักกิ๊บเก๋

กระเบื้องที่เลือกมาปูก็มีความจีน แต่ไม่เจ๊กจีนแดงอย่างที่เคย

มาดูตึกอื่นๆละแวกนั้นบ้าง ก็โดนคอนเวิทให้เป็นอีหรอบเดียวกัน

อันนี้สีจมปู (ชอบภาษาโปรตุกีส)

กำแพงสถานทูตโปรตุเกส ดอกไม้สัญลักษณ์ของมาเก๊าคือ ดอกบัว เพราะฉะนั้นลายก็จะบัวๆไปหมด

เดินไปอีกตรอกใกล้ๆ (Rua da Felicidade แค่ใช้คำว่า Rua เต็มไปหมดในแผนที่หนูก็กรี๊ดแล้ว อิอิ) จะเป็นย่านดูจีนๆ ร้านอาหารก็ได้รับการตกแต่งให้จีนแต่โมเดิน (แต่คนส่วนใหญ่ไปกินร้านจีนบ้านๆมากกว่า หนูก็คิดว่าร้านแบบนั้นน่าจะอร่อยกว่า)

บ้านๆอื่นๆก็โดนบังคับแดงไปด้วย แต่เราว่ามารวมกันแล้ว บนตรอกเล็กๆ ให้ความรู้สึกเก่าๆดีนะ ตรงนี้นักท่องเที่ยวก็ไม่เยอะมากด้วย

นี่คือสะพานข้ามเกาะท่ีว่า ทำไมต้องขึ้นๆลงๆด้วยคะ ให้ความรู้สึกเหมือนขึ้นรถไฟเหาะเรย ชีบๆ

ตึกแอ๊บๆที่เห็นจากบนสะพาน มาเก๊านี่ก็ใช่ย่อยนะเนี่ย เอาความแอ๊บเข้าสู้กับตึกแอ๊บในเมืองอื่นของจีนได้สบาย

มาดูของกินบ้างดีกว่า ไม่งั้นจะผิดวิสัยเรา เพราะเราเน้นกินเป็นส่วนใหญ่ อิอิ

อรึ่ยส์มีกกกกกกกกก ไม่ใช่ว่าไม่เคยกินพายไข่มาเก๊ามาก่อน แต่มันกินที่ฮ่องกงน่ะ ไม่อร่อยเท่านี้ และจากหน้าตาของร้านอื่น เราคิดว่าร้านนี้ดูดีสุด Koi Kei Bakery และคนก็ซื้อร้านนี้เยอะสุดด้วย สาขาก็เยอะ แค่จะเดินไปดูซากเซ้าเปาโล เจอไปสองร้าน พายไข่แบบนี้มีดีที่แป้ง หอมและกรอบมาก (แต่ถ้าผ่านการแช่ตู้เย็นจะเปลี่ยนไปอร่อยที่ตัวไข่แทน) ชิ้นจิ๊ดนึง ราคา 6 บาท (~28 บาท) แต่เพ้บบอกว่า กินที่โปรตุเกสจิงๆอร่อยกว่านี้อีก ตายแระ อยากไปโปรตุเกสสแตท

ในเมนูเขียนว่า ไก่อบกับซอสโปรตุกีส แต่พอออกมาแล้ว นี่มันอะไรเนี่ย มันก็แค่ใส่ผงกะหรี่นี่ เพ้บเตือนมาแล้วว่า อาหารโปรตุเกสกินที่โปรตุเกสไม่อร่อยเรย ที่มาเก๊ายังอร่อยกว่า แต่ก็จัสๆอยู่ดี ก็จัสๆจิงๆด้วย แนะนำว่าอย่าหาเรื่องมาลองอีก

ที่ควรจะลองจิงๆคืออย่างนี้มากกว่า เหมือนเป็นสุกี้ให้เลือกได้ว่าจะใส่อะไร แล้วเค้าก็ลวกใส่ชามให้เรย ร้านอื่นคนต่อคิวยาวเหยียด ทำไมร้านนี้ไม่มีคนก็ไม่รู้ หนูไม่ได้ลองเพราะอิ่มมากแล้ว

เป็นของหวานแบบโปรตุกีสที่ได้รับการแนะนำในไกด์บุค คือ Serradura หนูแนะนำว่าไม่ควรกินอีก เพราะจัสเป็นที่สุด เหมือนไอติมผสมครีมๆ แต่ไม่อร่อยใดๆ เอาเงินไปซื้อพายไข่กินได้สองอันจะรู้สึกดีกว่า

มีอาหารข้างทางดังๆอีกอย่างคือ เป็นหนมปังใส่หมูทอด ซึ่งอ่านจากไกด์บุคแล้วจัส แต่เห็นคนถือกินเต็มไปหมดแล้วอยากลองบ้าง เราได้กินตอนมันเย็นแล้วน่ะ เลยรู้สึกว่าจัสนะ แต่ก็ลองกันได้ หมูให้มาชิ้นเบ้อเริ่มเรย

ต่อจากนี้ขอเล่าชีวิตย่ำแย่ที่เกือบตกเครื่อง (ไม่ต้องอ่านก็ได้นะจ๊ะถ้าไม่อยากรับรู้ชีวิตเลวร้ายของคนอื่น) ตอนขากลับ เราต้องนั่งเรือจากฮ่องกงกลับมามาเก๊าเพื่อมาขึ้นเครื่อง ก็เผื่อเวลาไว้อย่างดีงาม ปกิสว่า อากาศแย่ เลยขับเรือเร็วไม่ได้ เรือก็เลยถึงฝั่งดีเลย์ไปครึ่งชม. ก็จะเอาของออกจากเรือ กว่าจะตรวจพาสปอร์ด ก็เลทกว่าที่คาดไปแล้วชม.นึง ซึ่งเป็นเวลาที่ควรจะเดินทางไปสนามบินได้แล้ว แต่หนูแพลนว่าต้องไปซื้อพายไข่ในเมืองก่อน เพราะได้รับออร์เดอร์มามากมาย กะๆดูแล้ว หนูคงจัดการทุกอย่างทันน่า ก็เลยฝากกระเป๋าไว้ที่ท่าเรือ แล้วนั่งรถเมล์เข้าเมือง ตุ๊มๆต่อมๆตลอดทาง ทุกอย่างก็ไปได้สวย แต่ร้านขายหนมปังหมูทอดช้าจิง รอตั้ง 10 นาที พอได้ปุ๊บก็วิ่งหอบทุกอย่างไปหาป้ายรถเมล์ ปกติจะขึ้นรถเบอร์ 3 ไปท่าเรือ แต่ในแผนที่บอกว่าเบอร์ 10 ก็ผ่าน ก็เลยโดดขึ้นไปเรย นั่งดูแผนที่ประกอบตลอดทาง กรี๊ซๆ ทำไมรถติด โอ๊ย จอดกันทุกป้่ายเลยรึไง โอ๊ยทำไงดี เครื่องบินออก 14.10 แต่ 13.00 หนูยังไปไม่ถึงแม้กระทั่งท่าเรือ โอ๊ยๆ ทำไงดี แต่ก็เริ่มอุ่นใจว่าใกล้ท่าเรือแล้ว แต่ เอ๊ะ เอ๊ะ ทำไมไม่ถึงซะที เลยถามเด็กนักเรียนข้างว่านี่ไปท่าเรือรึป่าว เด็กส่ายหน้า กรี๊ซ ส่ายหน้าแปลว่าอะไรคะ แปลว่าไม่ถึง หรือว่า ฟังไม่ออก แต่คิดเอาเองว่าคงไม่ผ่านจิงๆ เลยลงจากรถ กะหาแทกซี่ต่อ (ในใจก็ตุ๊มต่อมว่าจะมีเงินขึ้นแทกซี่มั้ย เพราะบริหารการใช้เงินอย่างดี ซื้อหนมจนเกือบหมดเรย อาจจะต้องมีการแกะซองแต๊ะเอียของหวานได้) ก็ยืนหาโบกแท๊กซี่ไปเรื่อยๆ แต่ทุกคันต้องมีคน ก็แทกซี่ก็น้อยเหลือเกิน แง้ๆๆๆ ทำไงดี อาจี้ถึงขีดสุด โทสับก็ไม่มีสัญญาณใดๆ (ที่นี่สัญญาณแอบง่อย) เราก็เดินๆไปเรื่อยๆในทิศทางที่คิดว่าไปสู่ท่าเรือ แต่มันไกลอยู่นะ ในที่สุดสัญญาณมือถือก็มา ก็โทรไปอาจี้ใส่พ่อ ทั้งๆที่พ่อก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี แต่ก็ยังดีที่ได้บอกความอาจี้ใส่ใครซักคน (แต่พ่อช่วยด้วยการไปไหว้เจ้าสแตทเรย อาจจะมีส่วนช่วยอยู่) 13.15 แล้ว แอร์เอเชียให้เชคอินได้ช้าสุด 45 นาที แสดงว่าเราไปแตะเคาเตอร์เชคอินตอน 13.35 ก็ได้เนอะ พยายามปลอบใจตัวเอง ก็เริ่มโทษพายไข่ เพราะมันเนี่ยแหละ ทำให้หนูช้า ถ้าต้องซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่ จากพายไข่อันละ 30 ก็จะกลายเป็นอันละ 200 ทันที เดินไปนอยด์ไปแบบนี้ แทกซี่ก็ไม่มี การมีเงินไม่ช่วยอะไรเลย ณ จุดนี้ จนในที่สุดก็ถึงป้ายรถเมล์ถัดไป พอดีมีรถเมล์ผ่านมา ก็ขึ้นไปถามคนขับก่อนเลยว่าผ่านท่าเรือมั้ย พอบอกว่าผ่านจิงก็รีบขึ้นไป ในที่สุดก็ถึงท่าเรือ หนูก็ต้องวิ่งแห่ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้อีก แล้วก็วิ่งๆๆๆๆๆ เพื่อมาเรียกแทกซี่ไปสนามบิน แพงเท่าไหร่ก็ยอม ตอนนั้น 13.35 แล้วจิง แง้ แอร์เอเชียจะยอมให้หนูเชคอินมั้ยง่ะ หนูจะไปนั่งกราบไหว้อ้อนวอนเรยนะถ้าเค้าไม่ยอม (เคยเจอประสบการณ์แบบนี้มาก่อนแล้ว แต่ตอนนั้นไฟลท์เยอะ ไม่แคร์ค่ะ แต่นี่ไฟลท์น้อย ต้องแคร์) ก็ถามคนขับแทกซี่เป็นภาษาอังกิดว่าใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะไปถึง aeroporto คนขับฟังไม่ออก จ๋อย ก็ต้องระลึกภาษาจีนกลางที่จำอะไรไม่ได้แล้ว พูดกระท่อนกระแท่นออกไปว่า ต้าวเฟ้ยจีฉาง เสี่ยวสือ (ไปถึงสนามบิน ชั่วโมง) เค้าฟังเข้าใจด้วย ไม่น่าเชื่อ เค้าบอกว่า 10 นาที อ้อ ค่อยยังชั่ว เราก็เลยบอกไปว่า ไคว่อี่เตี่ยน (เร็วนิดนึงนะ) แต่เค้าก็ขับสปีดเท่าเดิมอยู่ดี แง้ ในที่สุดก็ถึงสนามบินตอน 13.40 อีกครึ่งชม.ก่อนเครื่องออกเท่านั้น เราก็ว่ิงๆๆๆๆๆ ยังดีที่สนามบินเล็ก (ไม่ไพร่เหมือนที่ปารีส ซึ่งหนูตกเครื่องที่นั่นแหละ) ก็รีบไปเค้าเตอร์ แอบคิดเองว่าพนักงานทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็เค้าก็รับหนูเชคอิน รับกระเป๋าหนูให้โหลดด้วย เย้ เย้ เย้ รู้สึกปาฎิหาริย์มีจิงมากๆ เพราะอารมณ์ตอนโบกแทกซี่นั่นดูโฮปเลสมากๆ ไม่เคยสเตรสแบบนี้มานานมากแล้ว แต่ก็รู้สึกดีใจที่ผ่านมาได้ เป็นประสบการณ์ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง แต่หนูไม่เอาอีกแล้วนะคะ

อ่ะ จบแล้วสำหรับมาเก๊า แนะนำให้ไปเดินเล่นและกินกันนะ ไปสัมผัสความจีนปนยุโรป (เผื่อคิดถึงบรรยากาศแบบยุๆ แต่ไม่มีตังค์ไป มาแค่นี้ก็พอเล็กน้อย) แต่คาสิโนที่เราไปมาแห่งนึง เราว่าจัส (ก็ไฟระย้าๆ ทองๆ ตามประสา) ส่วนเวเนเชียนไม่คิดจะไป เพราะเค้าว่าที่นี่ง่อยกว่าเวกัส ซึ่งที่เวกัสหนูก็ไม่ประทับใจอยู่แล้ว

2 Responses to “มาเก๊า 17 ปี ต่อมา”

  1. อุ้ม March 11, 2010 at 8:58 pm #

    อยากไปมาตั้งแต่คราวที่แล้วที่ไปฮ่องกง เพราะดูในกุงนี่แหละ
    เห็นรูปแล้วยิ่งอยากไป เฮ้อ..

  2. เจี๊ยบ March 11, 2010 at 8:58 pm #

    ภาพสวยอ่ะเจ๊

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: