สายตา

18 Nov

เพิ่งผ่านวอร์ดอาย (Eye…ที่ซีรี่สมัยนี้ เรียน eye และ ENT พร้อมกันไปเรย 6 อาทิตย์) ตอนเรียนเรื่อง refractive error หรือความผิดปกติของสายตา เรากะปวรนั่งเรียนไป เอ๊ะไป ตลอดเวลา เพราะความรู้ชาวบ้านที่เคยรู้มามันไม่ใช่นิ เราก็เลยอยากเอามาเล่าสู่ให้ชาวบ้านรู้ต่อ (หรือว่าคนอื่นเค้ารู้กัน แต่เราไม่รู้เนี่ย แต่น้องทั้งห้องก็งงกันใหญ่เรยนะ) แต่มันหลายอาทิตย์มาแล้วน่ะ จะระลึกได้กี่เรื่องกันง่ะ

ปล. เดี๋ยวค่อยอัญเชิญปริ้นมาตรวจสอบความถูกผิดเวอชั่นนศพ. แต่ไม่รู้ปริ้นจะว่างมั้ย เด๊นท์อายนี่เยินเหมือนกันนะ

ปล. 2 ไหนๆก็ไหนๆ ถ้านึกออกเกี่ยวกะเรื่องนี้อีก จะมาอัพเดทเป็นระยะ

เอารูปตามาประกอบเพื่อความเข้าใจ แสงจะผ่านเข้าตา ผ่านน้ำตาที่เคลือบ กระจกตา (cornea) เลนส์ และของเหลวที่แทรกๆ จนไปตกที่เรตินาด้านหลัง ซึ่งมีจุดรับภาพสีโดยเฉพาะคือ macula ในรูป (พยายามหารูปซิมเปิ้นๆ เอามาจาก http://www.heightseyecare.com)

Myth: สายตายาว คือ การมองไกลชัด แต่มองใกล้ไม่ชัด

Truth: ไม่ใช่จ้ะ สายตายาวมองอะไรก็ไม่ชัดจ้ะ ขออธิบายสายตาสั้นก่อนเพราะเข้าใจง่ายกว่า สายตาสั้นเกิดจากความโค้งของกระจกตา (cornea) มากเกินไปหรือเลนส์ป่องเกินไป แสงก็เลยหักเหเข้ามามาก (คุ้นๆจากตอนเรียนประถมมะ แต่เค้าสอนผิดเรื่องสายตายาวนะ) ภาพมันก็เลยตกก่อนจะไปถึงฉากรับภาพ ซึ่งก็คือ เรตินา ก็เลยเห็นภาพไม่ชัด อีกสาเหตุนึงของสายตาสั้นคือ มีกระบอกตายาวเกิน แสงก็เลยตกไปไม่ถึงซะที การแก้ก็ใช้เลนส์เว้ากระจายแสงตามความรู้ชาวบ้านนั่นแหละ ส่วนสายตายาว ก็เกิดจากสาเหตุตรงข้ามกัน คือ กระจกตาหรือเลนส์แบนไป หรือว่า กระบอกตาสั้นไป แสงก็เลยโดนกระจาย กว่าจะเข้ามารวมเป็นจุดเดียวกันได้ ก็เลยเรตินาไปไกลแล้ว การแก้ก็ต้องใช้เลนส์นูนให้รวมแสงเข้ามาเร็วๆหน่อย

แล้วมันต่างกับที่เคยเข้าใจตรงไหน ก็สายตาสั้น จะทำให้เรามองไกลไม่ชัดชิมิ แต่ใกล้ๆชัด เพราะตาจะมีการปรับของมันให้เลนส์ป่องมองใกล้ชัดได้ แต่สายตายาวไม่ว่าแสงจากไหนมามันก็ไม่ชัด (อาจจะเพราะสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกระบอกตาสั้น ตาปรับอะไรไม่ค่อยได้) ยกเว้นที่จุดๆนึงที่ไกลระดับนึง แล้วส่งแสงมารวมกันตกลงเรตินาพอดี แต่ถ้าไกลกว่านั้นไปอีก ก็ไม่ชัดละ

Myth: สายของคนแก่ คือ สายตายาว

Truth: ไม่ใช่อีกแล้วจ้ะ ถ้าเคยเห็นคนแก่อ่านหนังสือ เค้าจะบอกว่าเค้ามองใกล้ไม่ชัด แต่เค้าจะเลื่อนหนังสือออกไป แล้วมันจะชัดขึ้น แสดงว่าเค้ามองไกลได้ชัดกว่า แต่สายตายาวมันไม่ชัดเลยอย่างที่บอก ในคนแก่เนี่ยเกิดจากเลนส์มันแข็งขึ้น ไม่เดี๋ยวป่องเดี๋ยวแฟบเหมือนตอนเด็กๆ แล้วพอเวลามองใกล้โดยปกติเนี่ย เราต้องทำให้เลนส์ป่องเป็นการโฟกัส แสงจะได้หักเหเข้ามามากๆ (เพราะรับภาพใกล้) พอเลนส์แข็งแล้วก็ป่องไม่ไหว ก็เลยโฟกัสไม่ได้ ก็เลยมองใกล้ไม่ชัดตามมา แต่ภาพจากไกลๆไม่ต้องอาศัยอะไรแบบนี้ ก็เลยยังเห็นได้ดี เพราะฉะนั้นสายตาของคนแก่ ก็จะเรียกให้ดูดีว่า สายตาผู้สูงอายุ

Myth: อ่านหนังสือบนรถจะสายตาสั้น นอนตะแคงดูทีวีจะสายตาเอียง

Truth: อาจารย์เซ่ด ตอนนี้ยังไม่มีอะไรบอกได้จิงๆว่าอะไรเป็นสาเหตุของสายตาสั้น น่าจะเกี่ยวกับเรื่องกรรมพันธุ์ แต่สาเหตุอย่างอื่นที่ชอบเอามาขู่กันนี่ยังไม่มีงานวิจัยอะไรรองรับ อย่างการนอนตะแคงดูทีวีแล้วสายตาเอียงน่าจะไม่ใช่แน่ เพราะสายตาเอียงเป็นการที่แกนๆนึงเห็นไม่ชัด ลองนึกรูปดอกจัน แล้วมีแค่เส้นๆเดียวของดอกจันที่เรามองไม่ชัด แต่เส้นที่เหลือชัด อันนี้คือสายตาเอียง (เราเพิ่งเข้าใจสายตาเอียงที่เราเป็นเนี่ยแหละ แต่เอียงมากเอียงน้อยหมายความว่ายังไงนี่ยังไม่รู้) เพราะฉะนั้นการที่แกนนั้นจะเห็นไม่ชัดมันไม่เกี่ยวกะการนอนตะแคงแน่ๆน่ะ ส่วนการดูทีวีหรือคอมในที่มืด อาจจะทำให้เพ่งมากจนตาล้าได้เพราะแสงจากรอบๆไม่พอ แต่ก็ไม่ได้บอกเรื่องสายตาสั้นเพิ่มขึ้นอยู่ดี

Myth: คอนแทคเลนส์ใส่นานๆแล้วจะไม่ดี

Truth: ใส่นานๆเป็น 20-30 ปีนี่ยังไม่รู้ แต่ก็เห็นมีคนใส่กันได้อย่างปกติสุข แต่ถ้าใส่เกิน 8 ชม./วัน มันไม่ดี อันนี้ก็รู้มานานแระ แต่ไม่รู้เหตุผล ซึ่งก็คือ คอร์เนีย หรือ กระจกตา ที่คอนแทคเลนส์ไปแปะอยู่จะเริ่มขาดอากาศหายใจ ทำให้เซลล์ชั้นล่างสุดของกระจกตาเริ่มตาย ซึ่งสำคัญมาก เพราะ เซลล์นี้ทำหน้าที่ปั๊มน้ำออกไม่ให้กระจกตาบวม แล้วคงความใสอยู่ได้ (ถ้ากระจกตาบวม ก็ขุ่นสิ แล้วก็เห็นภาพเบลอ) ที่สำคัญกว่านั้น เซลล์นี้ตายแล้วตายเรย ไม่สร้างใหม่ ถ้าปั๊มน้ำไม่พอนานๆ อาจจะต้องเปลี่ยนกระจกตากัน เพราะฉะนั้นอย่าใส่ต่อเนื่องทีนานๆด้วยเหตุผลเช่นนี้แหละ

Myth: คอนแทคเลนส์ที่มีน้ำเป็นส่วนผสมมาก ทำให้ตาไม่แห้ง

Truth: ผิดเรยยยยย หนูโดนคนขายตามร้านหลอกมาตั้งนาน เลือกซื้อแต่น้ำเยอะมาตลอดทั้งๆที่เป็นคนตาแห้ง จนปริ้นเพิ่งให้ความกระจ่างว่า คอนแทคเลนส์ที่บอกว่ามีน้ำเป็นส่วนผสมเยอะก็จะดูดน้ำไว้กะตัวมันเยอะด้วย ทำให้ตาเราแห้งแทน กรี๊ซซซซซ

Myth: เลสิคทำให้ตาแห้ง

Truth: เคยได้ยินมานาน แอบไม่เชื่อมากกว่า แต่หลังจากอาจารย์อธิบายก็ต้องเชื่อละ คือวิธีการทำเลสิค ไม่ว่าจะเทคโนโลยีไฮโซแค่ไหน (ณ วันนี้) ก็ต้องฝานกระจกตาออกเป็นแผ่นบางๆ แต่ฝานไม่ขาดนะ เพราะหลังจากนั้นจะยิงเลเซอร์เข้าไปให้กระจกตาที่เหลืออยู่บางลง แล้วก็แปะกระจกตาที่ฝานนี่กลับเข้าไปใหม่ แต่การฝานเนี่ย หมายความว่า nerve หรือ เส้นประสาทเป็นล้านเส้น​ (อันนี้หนูเมคให้เว่อร์เอง) โดนตัดขาดไม่เหลือ หลังจากแปะกลับไปแล้วก็ต่อกลับได้ไม่หมดหรอก เส้นประสาทขาดแล้วไงล่ะ โดยปกติแล้วพอมีการระคายเคืองนิดๆหน่อยๆจากเส้นประสาทที่นี่แหละ ตาก็จะกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำตา ตาก็ไม่แห้ง พอเส้นประสาทขาด การกระตุ้นก็หายไป น้ำตาก็นานๆสร้างทีเวลาเคืองจิงจัง น้ำตาโดยปกติก็เลยจะน้อย คนตาแห้งอย่างเราก็เลยตัดสินใจไม่ทำเลสิคแน่นอน

Myth: soft contact lens ดีกว่า hard contact lens

Truth: ซอฟท์ดีกว่าในแง่ใส่สบาย พวกน้ำเยอะๆเนี่ยจะทำให้ใส่สบายมากขึ้น (แต่ไม่ใช่สำหรับคนตาแห้งนะ) มีหลายเวอชั่นอย่าง 1-day ก็โยนทิ้งได้เรย ทำให้ไม่ต้องดูแลมาก แล้วเดี๋ยวนี้มีสำหรับแก้สายตาเอียงแล้วด้วย ยิ่งไม่ต้องไปง้อแบบฮาร์ดเรย แต่ข้อเสียคือ เสี่ยงต่อการติดเชื้อเป็นอย่างมาก เพราะน้ำเยอะ ออกซิเจนดี นี่แหละ เลยเป็นข้อห้ามไม่ให้ใส่คอนแทคแล้วลงไปว่ายน้ำ เพราะจะได้เชื้อกลับมามากมาย ถ้าจะใส่ก็ควรเป็น 1-day ใส่ว่ายเสร็จปุ๊บทิ้งเรย ยิ่งเรซซิเด๊ยหรืออาจารย์อายส่วนใหญ่จะเห็นใส่แว่นกันเป็นแถบ เพราะพารานอยด์จากทั้งคอนแทคและเลสิค

แล้วทำไมเราถึงกระแดะอยากใส่ฮาร์ด ก็เราใส่ซอฟท์แล้วไม่สบายตาใดๆ (ถึงแม้จะใส่มานานแล้ว) คงเพราะสาเหตุว่าตาแห้งด้วย ในขณะที่ฮาร์ดจะไม่มีปัญหาเรื่องตาแห้ง เพราะมันเป็นของแข็งที่ไม่ต้องการดูดน้ำเก็บไว้กับตัว เรามีสายตาเอียงด้วยก็จะได้แก้เอียงไปในตัว เรื่องติดเชื้อก็ไม่ต้องกัว เพราะไม่มีอะไรให้เชื้ออยากอยู่ แต่ข้อเสีย คือ เราจะต้องทนน้ำตาไหลพรากไปประมาณ 2 อาทิตย์ในการใส่ให้ชิน มันเคืองมากอ่ะ แล้วพอชินแล้ว แล้วอยู่ดีๆเลิกใส่มัน ก็ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ คือไปเคืองใหม่อีก 2 อาทิตย์ แล้วที่กัวอีกอย่างคือ มันมีแต่รายปี ถ้าทำหล่นหายหรือทำแตก คือ ต้องไปสั่งตัดใหม่ ถ้ามันหายหลังจากใช้ไปซักปีก็โอ แต่ถ้าหายหลังจากสองวัน คงเหมือนทำเงินหล่นไปสี่พัน (ข้างละ 2000) ซึ่งหนูยังไม่ได้ใส่หรอก ไปตัดมาที่คลินิคคอนแทคเลนส์ของซีรี่กะอาจีนเมื่อสองอาทิตย์ก่อน พรุ่งนี้จะไปเอาแระ ต้องมาฝึกวิธีใส่และเอาออกใหม่ ซึ่งไม่เหมือนแบบซอฟท์ หลังจากนั้นก็คงน้ำตาไหลพรากกกก

Q: จำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมแบบรายวันมั้ย

A: เอิ่ม มันแพงกว่าแบบที่ให้เก็บใช้ได้เดือนนึงน่ะ แต่แบบขวดซึ่งใช้ได้ 1 เดือนจะผสมสารกันเสีย แต่ก่อนเราก็ไม่คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้คิดแล้ว เพราะอาจารย์บอกว่ามันไม่ดีต่อตาน่ะสิ (แต่จำไม่ได้แล้วว่าไม่ดียังไง) ยิ่งคนตาแห้งแล้วหยอดตา prn (หยอดทุกเมื่อที่ต้องการ) ก็เหมือนยิ่งสะสมสารกันเสียเข้าไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นถ้าหยอดวันนึง 3-4 ครั้งก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหยอดทุกชม. แนะนำว่าให้ใช้แบบที่ไม่ผสมสารกันเสียจะดีกว่า ซึ่งจะต้องทิ้งใน 24 ชม. ไม่งั้นเดี๋ยวแบคทีเรียมา

ปล. ตอนนี้อยู่นิติเวช ไม่ชอบเรย ถึงจะสบายแต่ไม่อยากเรียนน่ะ เข้าใจมะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: