ชีวิตแบบพม่า

25 Aug

เล่านิทานมาเยอะละ มาเล่าชีวิตความเป็นจริงของคนพม่าทุกวันนี้ที่เราได้พบเจอในช่วงสั้นๆนี่ดีกว่า (สั้นเลยยังตื่นเต้น ถ้ายาวกว่านี้คงไม่รู้จะเอาอะไรมาเล่า)

สามล้อ

สามล้อเป็นการเดินทางหลักของที่นี่เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเมืองเล็กเมืองใหญ่ (แต่เล็กมากก็ไม่มีนะ) สามล้อถีบที่นี่หน้าตาไม่เหมือนของไทย เพราะมีที่นั่งให้นั่งได้ 2 คนพอดี โดยหันหลังชนกัน ค่าบริการก็ไม่แพง ภายในเมืองด้วยกัน ซัก 20-30 นาที ก็ประมาณ 30 บาท คนถีบสามล้อส่วนใหญ่พูดอังกิดได้พอสมควร แล้วชอบชวนคุยอีก เจอสามล้อคนนึงบ่นว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชอบมากับทัวร์ แล้วเดินทางด้วยรถบัสคันใหญ่ๆ เค้าเลยขาดรายได้กัน เค้าเลยฝากมาบอกว่า ถ้าไปเที่ยวพม่าช่วยไปใช้บริการเค้ากันหน่อย แม่เราเองเคยมาพม่ากับทัวร์คุณป้าแล้ว แต่ไม่ได้สัมผัสชีวิตพื้นบ้านใดๆ จนคราวนี้ได้นั่งสามล้อ แม่เราชอบมาก นั่งสบายๆไปเรื่อยๆดูวิว ถ้าเป็นเช้าตรู่ที่รถยนต์ยังแล่นไม่เยอะ บรรยากาศจะดีมากเลย ในมัณฑะเลย์หรือพุกามจะมีสามล้อคอยถามว่าจะขึ้นมั้ยทุกหัวมุมถนน ในขณะที่ย่างกุ้งไม่ง้อเลย คงเพราะคนที่นั่นใช้บริการเยอะอยู่แล้ว เวลาต่อราคาก็ไม่ค่อยได้ด้วย แต่มีคุณลุงคนนึง ที่เรายอมให้ราคาที่เค้าต้องการเอง เค้าจะเอา 800 จ๊าด เราก็ต่อ 600 แทนที่จะเค้าจะอิ๊กนอทำหน้าเบื่อโลก แต่กลับยิ้มจนตาหยีใส่เราแทน หนูเลยแพ้ภัยตัวเอง เอา 700 ก็ได้ ลุงก็ยังเรสปอนด์เหมือนเดิม เราไม่เคยเจอแบบนี้ ก็ยอม 800 ไปอย่างเต็มใจ คนที่นี่นิสัยน่ารักๆอย่างนี้เยอะนะ

การเดินทาง

การเดินทางที่นี่ถือว่าลำบากอยู่ทีเดียว รถไฟได้ข่าวว่าไพร่ ราคานักท่องเที่ยวแยกตะหาก และเป็นของรัฐบาลเต็มๆ เลยปวารณาไม่ขึ้น เครื่องบินเห็นจะเป็นอะไรที่ดีที่สุด ถ้าไม่นับเรื่องราคาและเรื่องเกณฑ์แรงงาน สนามบินที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ดีงามจนไม่อยากจะคิดว่าที่นี่คือพม่า (relative กับสิ่งก่อสร้างข้างนอกน่ะ) รถบัสเราขี้นไป 2 ครั้ง แถมระยะยาวทั้งนั้น เพราะส่วนใหญ่ทางไพร่มาก และจะจอดแวะทุก 2 ชม. ราคาพอรับได้มากที่สุดแล้ว บัส 15$ ในขณะที่เครื่องบิน 90$ อะไรแบบนี้ ฝรั่งมาใช้บริการรถบัสเยอะเหมือนกันนะ เพราะทุกคนถือ lonely planet เป็นไบเบิ้ล และดูจะเชื่อทุกอย่างที่โลนลี่แนะนำรวมทั้งการแอนตี้สิ่งที่เกี่ยวข้องกะรัฐบาลทหาร

วิวข้างทางไพร่ๆผ่านกระจกรถ งามมะคะ ฝรั่งหยิบกล้องมาถ่ายรูปใหญ่เรย

วิวข้างทางไพร่ๆผ่านกระจกรถ งามมะคะ ฝรั่งหยิบกล้องมาถ่ายรูปใหญ่เรย

บางช่วงนึกว่านั่งรถไฟในฝรั่งเศส ถ้าไม่ได้มีต้นตาลกับบ้านมุงจากมาคั่นซะก่อน

บางช่วงนึกว่านั่งรถไฟในฝรั่งเศส ถ้าไม่ได้มีต้นตาลกับบ้านมุงจากมาคั่นซะก่อน

ส่วนคนพื้้นเมืองเดินทางกันเช่นนี้ ซ้อนๆกันอย่างนี้แหละเรื่องปกติ หนูขึ้นไปนั่งข้างบนบ้างเหมือนกันนะ

ส่วนคนพื้้นเมืองเดินทางกันเช่นนี้ ซ้อนๆกันอย่างนี้แหละเรื่องปกติ หนูขึ้นไปนั่งข้างบนบ้างเหมือนกันนะ

นัต

เล่าไปแล้วว่าเป็นผีที่คนที่นี่เชื่อถือกัน พอดีได้ไปเห็นที่เค้าไหว้ แล้วจัดงานเป็น festival เพื่อบูชานัตพอดี เลยเอารูปมาให้ดู ต้องเข้าไปในซอยที่ของขายข้างทางเต็มเรยอย่างกะตลาดนัด

นี่คือหน้าตาของนัต จะไหว้ด้วยลูกมะพร้าวทั้งลูกและกล้วย

นี่คือหน้าตาของนัต จะไหว้ด้วยลูกมะพร้าวทั้งลูกและกล้วย

มีม้าหมุนกะเค้าด้วย มีแค่นี้ก็เก๋แล้ว อย่าไปหวังชิงช้าสวรรค์เรย ปกติไฟฟ้าประเทศนี้ยิ่งไม่ค่อยมีใช้อยู่

มีม้าหมุนกะเค้าด้วย มีแค่นี้ก็เก๋แล้ว อย่าไปหวังชิงช้าสวรรค์เรย ปกติไฟฟ้าประเทศนี้ยิ่งไม่ค่อยมีใช้อยู่

เราไม่แน่ใจว่านกฮูกก็เป็น นัต รึป่าว อาจจะไม่ใช่ แต่คนเค้านับถือว่านำโชค ก็จะเห็นนกฮูกขายในวัดมากมาย

นกฮูกมากมาย เห็นแล้วนึกถึงฮอกไกโด (หรือว่า ญ ที่อื่นด้วยหว่า) ที่เชื่อในนกฮูกเหมือนกัน ชอบมีของที่ระลึกนกฮูกมากมาย

นกฮูกมากมาย เห็นแล้วนึกถึงฮอกไกโด (หรือว่า ญ ที่อื่นด้วยหว่า) ที่เชื่อในนกฮูกเหมือนกัน ชอบมีของที่ระลึกนกฮูกมากมาย

ขณะที่เรากำลังถ่ายรูปของเราในวัดอยู่ดีๆ ก็มีคุณลุงดูแลวัดเอามาผูกกับสายกล้องของเราเฉยเลย พร้อมกับยื่นดอกไม้และขันน้ำอบให้พรมพระพุทธรูป เป็นการขอเงินบริจาคนะ แต่เราก็ชอบนกฮูกอยู่ละ เลยไม่ว่าอะไร

ขณะที่เรากำลังถ่ายรูปของเราในวัดอยู่ดีๆ ก็มีคุณลุงดูแลวัดเอามาผูกกับสายกล้องของเราเฉยเลย พร้อมกับยื่นดอกไม้และขันน้ำอบให้พรมพระพุทธรูป เป็นการขอเงินบริจาคนะ แต่เราก็ชอบนกฮูกอยู่ละ เลยไม่ว่าอะไร

หัวมีไว้แบกของ

อันนี้เป็นเรื่องปกติของที่นี่มาก ไม่ว่าของจะเยอะแค่ไหน ซ้อนกันกี่ชั้น ชีก็สามารถ (ส่วนใหญ่เป็น ชี ผู้ชายไม่ค่อยทำ)

เก๋มะคะ หัวไว้แบกของ ส่วนมือมีหน้าที่จ่ายตังค์ อยากทำอย่างนี้ได้บ้างจัง

เก๋มะคะ หัวไว้แบกของ ส่วนมือมีหน้าที่จ่ายตังค์ อยากทำอย่างนี้ได้บ้างจัง

น้ำฟรี

ยังเหมือนบ้านนอกไทยในอดีตเลย ที่มีน้ำตั้งไว้ให้กินฟรี เห็นได้ทั่วไป แต่หนูไม่กล้ากินอ่ะ หนูกัวคอน (contaminate)

อันนี้ตั้งอยู่ในวัด

อันนี้ตั้งอยู่ในวัด

เคี้ยวหมาก

คนที่นี่ยังคนกินหมาก และบ้วนน้ำหมากแดงๆลงบนพื้น หนูรู้สึกซาบซึ้งใจกะจอมพล ป. สแตทที่สั่งห้ามคนไทยกินหมาก จิงๆรัฐบาลทหารพม่าสั่งห้ามไปแล้วเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ห้ามไม่สำเร็จ เวลาคุยต่อราคากะคนเคี้ยวหมากอยู่นี่ หนูแอบหยอง

ขายหมากกันเกลื่อนกลาดขนาดนี้ เพิ่งเคยเห็นหมากเป็นๆ

ขายหมากกันเกลื่อนกลาดขนาดนี้ เพิ่งเคยเห็นหมากเป็นๆ

มี หมาก kiosk มากมาย (เอามาจากพวกตู้หยอดเหรียญกดโค้กกระป๋องที่เรียกว่า คิออส ใน ญ น่ะ) แต่นี่เป็นระบบแมนวล คือเดินไปบอก เค้าก็จะห่อหมากให้ตามจำนวนที่ต้องการ แรกๆเราไปก็สงสัยนึกว่าขายอาหารอะไร แป้งขาวๆเต็มเลย ถึงรู้ว่าเป็นปูนขาวที่ผสมลงไป จะเห็นคิออสนี้เกลื่อนกลาดทั่วเมือง

มี 'หมาก kiosk' มากมาย (เอามาจากพวกตู้หยอดเหรียญกดโค้กกระป๋องที่เรียกว่า คิออส ใน ญ น่ะ) แต่นี่เป็นระบบแมนวล คือเดินไปบอก เค้าก็จะห่อหมากให้ตามจำนวนที่ต้องการ แรกๆเราไปก็สงสัยนึกว่าขายอาหารอะไร แป้งขาวๆเต็มเลย ถึงรู้ว่าเป็นปูนขาวที่ผสมลงไป จะเห็นคิออสนี้เกลื่อนกลาดทั่วเมือง

ตะนะคา

คนที่นี่ยังคงเทรนด์แบบพม่าๆอยู่โดยอิทธิพลตะวันตกมากระทบน้อยมาก ทั้งใส่ หลงจี (longgyi) หรือสะโหร่งที่เราเข้าใจกัน ไม่ว่าทั้ง ญ หรือ ช ไม่ว่าเด็กหรือแก่ (แต่เด็กวัยรุ่นในเมืองจะใส่ยีนส์มากขึ้น) ส่วนการแต่งหน้าของผู้หญิงก็ยังคงฮิตใช้ ตะนะคา หรือ แป้งพม่าที่ฮิตกันในเมืองไทยมากมาย เราเข้าใจมาตลอดว่าเป็นแป้งไพร่ๆผสมสารเคมี เพิ่งจะมารู้ว่าตะนะคาคือชื่อต้นไม้ และวิธีการใช้คือ เอาท่อนไม้มาฝนๆ โดยฝนตรงเปลือกมันนะ แล้วก็ผสมน้ำ จะได้หน้าตาคล้่ายดินสอพองแต่สีเหลือง แล้วเอามาทาแก้มทาตัว เชื่อว่าทำให้ผิวเนียน รักษาสิวฝ้า กันแดดได้อีก แต่มันใช้ลำบาก คนเลยเอามาผลิตเป็นกระปุกพร้อมทา กระปุกละ 15 บาทเท่านั้น (เคยเจอขายกระปุกละ 3$ อย่าไปโดนหลอกเข้าล่ะ)

ด้วยที่เราเป็นนักท่องเที่ยว ก็จะเจอหลอกขายมากมาย มาทาให้เรากันใหญ่เรย ก็ดี ชอบ อิอิ เราก็ค้นพบว่ามันดีจิง เพราะตอนนั้นสิวขึ้นพอดี พอทาไป วันรุ่งขึ้นยุบเลย ในขณะที่มีสิวอีกที่อยู่แล้วก่อนมา ไม่ได้ถูกทา ก็ยังเยินอยู่เรย

ฝนๆกันอย่างนี้ ต้องมีจานฝนโดยเฉพาะ เห็นท่อนอยู่ข้างๆมะ แต่ที่หนูหยองคือ น้ำในขวดพลาสติคนั่น ไม่มีความสะอาดอันใดแล้วต้องมาป้ายหน้าเนี่ย คิดอยู่ว่าถ้าเป็นอีหนุ่มมาพร้อมความนอยด์ของมัน คงเดินหนีไปตั้งแต่แรกแล้ว เราก็ได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็นไป

ฝนๆกันอย่างนี้ ต้องมีจานฝนโดยเฉพาะ เห็นท่อนอยู่ข้างๆมะ แต่ที่หนูหยองคือ น้ำในขวดพลาสติคนั่น ไม่มีความสะอาดอันใดแล้วต้องมาป้ายหน้าเนี่ย คิดอยู่ว่าถ้าเป็นอีหนุ่มมาพร้อมความนอยด์ของมัน คงเดินหนีไปตั้งแต่แรกแล้ว เราก็ได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็นไป ชีคนนี้ทาให้เราเพราะหวังจะขายผ้าหลงจี ทาให้ทั้งหน้าและแขนหมดเลยนะ แต่หลงจีของชีคุณภาพไม่ดี เราเลยไม่เอา และจะจ่ายเป็นค่าทาตะนะคาแทนเพราะให้ฟีวมาทำสปา อิอิ แต่ชีไม่เอา บอกว่าอันนี้ทำให้ฟรี ยังรู้สึกผิดอยู่ว่าน่าจะช่วยซื้อเค้า เพราะเค้าขายของไม่ออกมาหลายวันแล้ว แต่ไม่รู้จะซื้ออะไรอยู่ดี

เงินพม่า

ไม่เคยเจอเงินที่ไหนเน่าขนาดนี้มาก่อน (เมืองจีนแพ้) แบงค์สูงสุดคือ 1000 จ๊าด ซึ่งยังมีใหม่ๆอยู่ แต่แบงค์ยิบย่อยที่เหลือนี่เยินถึงขีดสุด ในขณะที่แบงค์ดอลลาร์ต้องใหม่ที่สุด มีรอยยับจนหน้าเยินก็ไม่รับแล้ว

แรกๆนี่แทบไม่อยากแตะ แต่หลังๆอิ๊กนอ หยิบแบงค์เสร็จก็หยิบหนมกินต่อ อิอิ

แรกๆนี่แทบไม่อยากแตะ แต่หลังๆอิ๊กนอ หยิบแบงค์เสร็จก็หยิบหนมกินต่อ อิอิ

โรงแรม

เราเลือกอยู่แต่ของถูกตลอด แต่อยู่ไปนานๆแล้วรู้สึกชอบ family-run guesthouse แบบนี้มากกว่าโรงแรมแพงๆหรือยูธโฮสเทวมากนัก เพราะบรรยากาศกันเอง บริการดี พนักงานก็พร้อมจะคุยกะเราเสมอ มีฝรั่งจับกลุ่มสอนภาษาอังกิดให้ด้วย ราคาประมาณคืนละ 400-600 บาทพร้อมแอร์และห้องน้ำส่วนตัว มีอาหารเช้าให้อีก ซึ่งอาหารเช้าอย่าไปคาดหวังกะหนมปังทาแยมมาก แต่ชอบที่มีชากาแฟ น้ำผลไม้ และผลไม้ให้กินทุกวัน อยากกินอีกก็คงขอเพิ่มได้ จะรู้สึกดีที่เจอฝรั่งร่วมอุดมการณ์เดียวกันมาเที่ยวอะไรไพร่ๆเหมือนกัน จิงๆอยากถามพวกนี้เหมือนกันว่าคิดยังไงมาเที่ยวพม่า เจอเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกมาเที่ยวเยอะมาก พวกนี้คิดอะไรกันอยู่ คิดว่าพม่าเป็นดิสนีย์แลนด์รึไงกัน มาดี๊ด๊าถีบจักรยานคนละกันเที่ยวรอบพุกามกันใหญ่เรย เหตุการณ์แบบนี้คงไม่เกิดกะครอบครัวเอเชียนแน่นอน

วิวโต๊ะกินข้าวจากดาดฟ้าของเกสท์เฮ้าส์ที่เราไปอยู่ ไม่เลวใช่มะ

วิวโต๊ะกินข้าวจากดาดฟ้าของเกสท์เฮ้าส์ที่เราไปอยู่ ไม่เลวใช่มะ

คลินิค

เดินผ่านตึกที่ดูจากภายนอกมืดๆ (ไฟฟ้ามีใช้น้อย) แต่คนนั่งรอกันเต็ม พอเงยหน้าขึ้นไป จะเห็นป้ายแผ่นเล็กๆแปะเต็ม มีบอกชื่อพร้อมวงเล็บเป็นอังกฤษ เช่น Surgery Orthopedics และอื่นๆอยู่ใต้ชื่อเหล่านั้น ก็เลยเดาว่านี่คงเป็นคลินิคแน่นอน ซึ่งคงเป็นแนวโพลีคลินิคมากกว่า แต่สงสัยว่าตรวจกันยังไงมืดๆอย่างนั้น หรือว่าข้างในเค้ามีไฟนะ

ภาษาพม่าคงบอกอยู่ว่าเป็นคลินิค

ภาษาพม่าคงบอกอยู่ว่าเป็นคลินิค

ชีวิตนักท่องเที่ยว

เราเข้าใจละว่าฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทยแล้วโดนมองเยอะๆมันเป็นยังไง เนื่องจากพม่าเองก็คงไม่ชินกะนักท่องเที่ยวอยู่ ก็เลยเห็นเป็นของแปลก มองกันใหญ่ ต้องไม่รู้ไม่ชี้ไป และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเมืองไทยเป็นมหาอำนาจ อิอิ เพราะพวกของขายในซุปเปอร์ที่ถือว่าดูดีมาจากเมืองไทยทั้งนั้น พิมพ์ภาษาไทยกันมาเรย จนไม่รู้จะซื้อของแรร์อะไรมาฝาก ส่วนราคาข้างของข้างทางหรือการเดินทางก็จะรู้สึกว่ารับได้ไปหมด นั่นนี่ถูกทั้งนั้น

3 Responses to “ชีวิตแบบพม่า”

  1. pradt August 26, 2009 at 5:08 pm #

    มีกี่อิพิโสดฮะ🙂

  2. DeeDee August 27, 2009 at 4:51 pm #

    คิดว่าอีกสองก็พอฮะ เหนื่อยละ ไปแค่ไม่กี่วันเอง แต่ช่วงนี้ยุ่งมากมาย อาจจะลืมเรื่องที่จะเขียนได้ฮะ

  3. benz September 15, 2009 at 8:44 pm #

    ที่เขมร ไทยก็เป็นมหาอำนาจเหมือนกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: