มัณฑะเลย์

24 Aug

พอบินมาถึงย่างกุ้ง เราก็ตัดสินใจบินต่อไปมัณฑะเลย์ ซึ่งอยู่ตอนกลางของประเทศเหนือพุกามไปหน่อยนึง เพื่อจะได้ประหยัดเวลาการนั่งรถบัส 12 ชม. (แต่ตอนหลังก็ไปเมืองอื่นไม่ทันอยู่ดี) ซึ่งตอนแรกไม่อยากขึ้น เพราะสนามบินมัณฑะเลย์ได้รับการประณามทั้งเรื่องเกณฑ์แรงงานมาสร้าง และเรื่องเป็นการร่วมมืออันดีระหว่างรัฐบาลไทย-พม่าในการโกงกินงบประมาณ

เล่านิทานกันต่อ หลังจากพุกามล่มสลาย พม่าก็มีโอกาสแจ้งเกิดอีกครั้งสมัยพระเจ้าตะเบงชเวตี้ และรุ่งขีดสุดตอนพระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งประวัติศาสตร์แถวนี้น่าจะคุ้นๆกันบ้างเนอะเพราะตรงกะเสียกรุงครั้งที่ 1 ของสยามประเทศ โดยเมืองหลวงตอนแรกอยู่ที่ ตองอู ตอนหลังค่อยย้ายมาที่ หงสาวดี หรือ พะโค (Bago) ในปัจจุบัน ซึ่งก็ไปตีเอาเมืองของมอญมาอีกละ อยู่เหนือย่างกุ้งไปนิดเดียวเอง หลังจากนั้นก็เสื่อมลงเรื่อยๆอีก

จนอาณาจักรสุดท้ายของพม่าได้ตั้งขึ้นอีกทีตอนสมัยพระเจ้าอลองพญา ซึ่งก็ตรงกะเสียกรุงครั้งที่ 2 คราวนี้เมืองหลวงมาอยู่ ย่างกุ้ง ละ โดยไปขโมยเมืองหลวงของมอญมาอีกตามเคย หลังจากนั้นก็เสื่อมลงตามประสาแล้วก็ย้ายเมืองหลวงกันเรื่อยเจื้อย

มัณฑะเลย์ (ปกติเราจะขี้เกียจพิมเต็มยศแบบนี้ เพราะลำบากมาก แต่คำนี้สะกดได้แรดดีเลยต้องใช้ต่อไป) ราชธานีสุดท้ายของพม่า (ตรงกับช่วงรัชกาลที่ 5 ของไทย) ก่อนจะเสียเอกราชให้อังกฤษเต็มตัว หลังจากย้ายเมืองหลวงมาหลายแห่ง พระเจ้ามินดง (กษัตริย์รองสุดท้าย) ย้ายมาอยู่ที่นี่ และสร้างพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งอลังการงานสร้างมาก ยาวด้านละ 2 กม. คูกว้างๆรอบวังอีก (กว้างกว่าจิตรรดามากนัก) ตัววังเองเค้าว่ากันว่างดงามอลังการตามแบบศิลปะมัณฑะเลย์ (ของไทยช่วงนั้นสร้างแต่ศิลปะยุโรปซะส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่เสียเมือง)

เล่ากันมาว่าตอนสร้างวัังนี่ทำตามความเชื่อพราหมณ์ คือ ต้องฝั่งคนเป็นๆรอบวัง ทั้งหมด 50 กว่าคน แค่ตรงใต้บัลลังก์สีหนาทของพระเจ้ามินดงก็ฝังเข้าไป 2 คนละ นั่งว่าราชการไปไม่สยองขวัญไปบ้างรึไงนะ แต่อีกกระแสว่าไม่ได้ใช้คนจิงๆละ ใช้เป็นโอ่งใส่น้ำฝังแทน ซึ่งตอนนั้นอังกฤษยึดย่างกุ้งไปละ ยังเหลือข้างบนที่ยังรอดอยู่ พอพระเจ้ามินดงตาย ก็ไม่ได้เลือกลูกคนไหนมาสืบต่อ เพราะเคยเลือกไว้คนนึง ก็โดนพี่น้องด้วยกันลอบฆ่าไปซะก่อน ประวัติศาสตร์ช่วงนี้มีสีสันมาก มรว.คึกฤทธิ์เอามาเขียนเรื่อง พม่าเสียเมือง (อยากอ่านเหมือนกัน) และถึงขั้นเอามาทำละครเรื่องเพลิงพระนาง (หนูไม่เคยดู เลยอยากกลับไปดูใหม่เลยเนี่ย) ลูกๆทั้งหลายของพระเจ้ามินดงก็ตบตีๆ แต่เจอพระนางอเลนันดอกะลูกๆซึ่งร้ายกว่าผู้ใด ก็เล็ง พระเจ้าสีป่อ ไว้ เพราะดูว่าง่าย เลยให้ลูกสาวคนโตไปแต่งงานด้วย แล้วก็ตบตีๆจนพระเจ้าสีป่อได้เป็นกษัตริย์องค์ถัดมาและเป็นองค์สุดท้ายของพม่า แต่ลูกสาวคนรองคือ พระนางศุภยาลัต ร้ายย่ิงกว่าตัวแม่อีก ก็ตบตีๆจนได้เป็นมเหสีพระเจ้าสีป่อกะเค้าด้วย จนตอนหลังตบตีแย่งชิงกะพี่สาวตัวเอง แล้วก็ลอบฆ่าพี่สาวตัวเองอีก จนแม่คือพระนางอเลนันดอยังยอมแพ้ความร้ายของชี หลังจากร่วมกันผลักดันพระเจ้าสีป่อขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ใหม่ๆ ตัวแม่และตัวลูกก็ร่วมมือกันกำจัดคู่แข่งที่เหลือ จัดเป็นงานเลี้ยงฉลองในวังสามวันสามคืน มีมโหรสพเสียงดัง แต่ด้านหลังมีทหารคอยมาจับพวกพระญาติคู่แข่งไปทุบด้วยท่อนจันทร์ ว่ากันว่าเกือบร้อยคน เลยต้องใช้เวลาสามวันถึงฆ่าหมด ระหว่างฆ่าก็มีเสียงกรีดร้องลอดออกมา พระนางศุภยาลัตก็จะบอกให้วงดนตรีเล่นเสียงดังๆกลบเสียงร้อง ไม่งั้นเดี๋ยวพระเจ้าสีป่อจับได้ แต่ว่ากันว่าจิงๆแล้วพระเจ้าสีป่อก็รู้ แต่กัวเจ๊ทแม่ลูกนี่มากกว่าเลยได้แต่สงบปากสงบคำ หลังจากฆ่าเสร็จก็เอาไปฝังหลังวัง ศพก็ขึ้นอืดดันกันขึ้นมาจนต้องเอาช้างไปเหยียบให้จม จนหลังๆทนไม่ได้ต้องเอาไปลอยน้ำแทน และด้วยความร้ายกาจของตัวแม่ตัวลูก ประชาชนก็ลำบากและเกลียดชีด้วย พวกชีก็เกลียดอังกฤษแต่บ้านเมืองก็ง่อยเหลือเกิน เพราะคนเก่งๆโดนชีฆ่าตายหมดแล้ว จนพออังกฤษมายึดก็ยึดได้อย่างง่ายดาย แล้วก็เนรเทศพระเจ้าสีป่อและแม่ลูกนี่ไปอยู่อินเดีย ซึ่งชีก็ยังคงความร้ายกาจจิกใช้คนใช้เยี่ยงทาส วางตัวเป็นพระนางตลอดเวลา แต่ตอนหลังเห็นว่าแม่ทนลูกสาวนี่ไม่ไหวขอหนีกลับมาอยู่พม่า ส่วนลูกสาวพระเจ้าสีป่อก็ว่ากันว่าร้ายเหมือนแม่เรย ใครอยากอ่านดีเทวตอนตบตีๆ ลองอ่านได้ที่ เวบนี้ แต่จะดีกว่าคงต้องไปอ่านเรื่อง พม่าเสียเมือง ของ มรว.คึกฤทธิ์ (อาจจะใส่สีไปหน่อย แต่สนุกดีนะ)

แต่เราไม่ได้พระราชวังมัณฑะเลย์หรอกนะ เพราะวังนี้เจอทั้งอังกฤษขุดลอกสมบัติไปมากมาย แล้วยังมาเจอระเบิดลงตอนสงครามโลกอีก รัฐบาลก็เพิ่งจะมาสร้างอย่างไพร่ๆตอนจะดูดนักท่องเที่ยวนี่แหละ ก็เลยไม่รู้จะไปดูของปอมๆทำไม แถมต้องเสียค่าเข้าคอมโบเจ๊ท 4 สถานที่ 10$ หนูไม่สนับสนุนค่ะ

เราก็เลยไปวัด ชเวนันดอว์ (ชื่อคล้ายไปคล้ายมาทั้งประเทศอย่างนี้แหละ ชเว แปลว่า ทอง) ซึ่งเป็นที่พระเจ้ามินดงมาอยู่ก่อนตาย ซึ่งรอดจากระเบิดและยังคงมีศิลปะมัณฑะเลย์อยู่ ใครอยากชื่นชมศิลปะมัณฑะเลย์ก็ควรจะมาที่นี่มากกว่า

วัดชเวนันดอว์ แต่ก็ยังเสียค่าเข้า 10$ คอมโบอ่ะ เราเลยขอส่องจากข้างนอกแทน ซึ่งแค่นี้ก็ชื่นชมความอลังการแล้ว ดีเทวงานไม้ที่แกะสลักละเอียดยิบมาก

วัดชเวนันดอว์ แต่ก็ยังเสียค่าเข้า 10$ คอมโบอ่ะ เราเลยขอส่องจากข้างนอกแทน ซึ่งแค่นี้ก็ชื่นชมความอลังการแล้ว ดีเทวงานไม้ที่แกะสลักละเอียดยิบมาก

เราก็เลยไปวัดนี้แทนคือ ชเวอินบิง ซึ่งคนไม่ค่อยจะมากันหรอก แต่โลนลี่แพลนเนทนบอกว่าวัดนี้ก็สงบดี และมีลวดลายก็พอใช้ได้เหมือนกัน เราเลยได้เดินเข้าไปดูข้างในเป็นเรือนไม้ (แต่รูปที่หนูถ่ายมาไม่งามเรย เพราะวันนั้นแดดน้อยฝนตก)

เราก็เลยไปวัดนี้แทนคือ ชเวอินบิง ซึ่งคนไม่ค่อยจะมากันหรอก แต่โลนลี่แพลนเนทนบอกว่าวัดนี้ก็สงบดี และมีลวดลายก็พอใช้ได้เหมือนกัน เราเลยได้เดินเข้าไปดูข้างในเป็นเรือนไม้ (แต่รูปที่หนูถ่ายมาไม่งามเรย เพราะวันนั้นแดดน้อยฝนตก)

แล้วก็ไปดูวัด สันตมุณี ซึ่งมีพระไตรปิฏก สลักบนหินอ่อน 1774 แผ่น จิงๆแล้ววัดนี้สร้างต่อจากวัดกุโสดอว์ซึ่งขึ้นชื่อว่า The world’s biggest book เพราะมี 729 แผ่นหินอ่อนที่จารึกพระไตรปิฏก แต่วัดกุโสดอว์เสียเงิน ในขณะที่วัดสันตมุณีไม่ ทั้งๆที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ จนคนก็สับสนเหมือนกัน ก็ไม่รู้จะเลือกปฎิบัติทำไมกัน

วัดสันตมุณี แต่ละเจดีย์จะมีแผ่นหินอ่อนอันเบ้อเริ่ม 1 อัน

วัดสันตมุณี แต่ละเจดีย์จะมีแผ่นหินอ่อนอันเบ้อเริ่ม 1 อัน

ไปจาริกแสวงบุญกันต่อที่ วัดมหามุนี มีเรื่องมีราวอีกแล้ว วัดนี้เป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรจะไปไหว้ (หนึ่งในนั้น ก็มี ชเวดากอง) เชื่อกันว่าสร้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 1 หรือเรียกได้ว่าร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าเลย ที่ว่ามากกว่านั้น เป็นพระพุทธรูปที่สร้างแบบจากพระพุทธเจ้าองค์จริงตอนมาเยี่ยมเยือน แคว้นยะไข่ (หรือ อาระกัน) ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ เพราะยะไข่นี่ติดอินเดียเลย ผู้คนก็หน้าตาผสมพม่าและอินเดีย (ผิวพม่า นัยน์ตาแขก) และแคว้นนี่ก็ตั้งขึ้นแต่ 2500 ปีก่อนพร้อมมอญและปยู แต่จริงเท็จแค่ไหนไม่มีใครรู้ และคงไม่อยากรู้เพราะอยากเชื่อแบบนี้ไปเรื่อยดีๆกว่า พระมหามุนีก็เป็นที่เลื่องลือว่างดงามมาก เป็นที่ภาคภูมิใจของชาวยะไข่ และชาวยะไข่ก็ไม่เคยตกเป็นของพม่ามาก่อนเลยนะ ถึงแม้ว่ากษัตริย์องค์ก่อนๆพยายามจะตียะไข่เพราะได้ยินกิตติศัพท์ความงามของพระมหามุนี จนเมื่อ 200 ปีก่อน พระเจ้าปดุงของพม่าเกิดไปตี ยะไข่ ได้ (ตรงกะช่วง ร. 2) ก็เลยอัญเชิญ (หรือชาวยะไข่คงอยากเรียกว่า ขโมย) พระมหามุนีมาไว้ที่มัณฑะเลย์

เนื่องจากเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่พระพุทธเจ้าประทานลมหายใจให้ เลยต้องมีพิธีล้างหน้าทุกเช้า (เหมือนคนจริงๆที่ต้องล้างหน้าทุกเช้าไง) ซึ่งชาวบ้านที่ศรัทธาจะตื่นกันตั้งกะตีสาม เพื่อรีบเอาผ้าขนหนูของตัวเองมาวาง เพื่อให้มีโอกาสให้หลวงพ่อที่วัดหยิบไปเช็ดหน้า วันๆนึงก็มากองเป็นตั้ง กว่าจะเช็ดเสร็จครบทุกผืนก็ใช้เวลาเป็นชม. ผ้าที่ได้รับการเช็ดก็จะเอาไปบูชากันต่ออีก น้ำที่ล้างก็เอาไปเป็นสิริมงคลเหมือนกัน เป็นประมาณน้ำอบน่ะ ซึ่งเราไม่ได้ตื่นไปกะเค้าหรอกนะ อาศัยอ่านจากหนังสือเอาก็พอละ อิอิ

พระมหามุนี เราเข้าไปแค่นี้อ่ะ ที่นี่ต้องแบ่งโซนไหว้พระ ผู้ชายอยู่หน้า ผู้หญิงอยู่หลัง และผู้ชายเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าไปปิดทอง ซึ่งศรัทธาสูงส่งจนหน้าตักของพระมหามุนีบวมปูด ตอนแรกนึกว่าสร้างกันมาแบบนี้ แต่ไม่ใช่ค่ะ แปะทองกันจนบวมปูดค่ะ ถ้ามีโอกาสได้เข้าไปกดดูจะรู้สึกนิ่มเลย

พระมหามุนี เราเข้าไปแค่นี้อ่ะ ที่นี่ต้องแบ่งโซนไหว้พระ ผู้ชายอยู่หน้า ผู้หญิงอยู่หลัง และผู้ชายเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าไปปิดทอง ซึ่งศรัทธาสูงส่งจนหน้าตักของพระมหามุนีบวมปูด ตอนแรกนึกว่าสร้างกันมาแบบนี้ แต่ไม่ใช่ค่ะ แปะทองกันจนบวมปูดค่ะ ถ้ามีโอกาสได้เข้าไปกดดูจะรู้สึกนิ่มเลย

ที่วัดนี้มีศิลปะขอมโผล่มาด้วย เป็นรูปปั้นที่ผ่านการเดินทางมากมาย ตั้งแต่ไทยไปตีขอมแล้วเอามาไว้สมัยอยุธยา จนพระเจ้าบุเรงนองไปตีอยุธยาก็เอามาไว้ที่นี่ ซึ่งเชื่อกันว่าไปลูบๆแล้วสุขภาพจะแข็งแรง

ที่วัดนี้มีศิลปะขอมโผล่มาด้วย เป็นรูปปั้นที่ผ่านการเดินทางมากมาย ตั้งแต่ไทยไปตีขอมแล้วเอามาไว้สมัยอยุธยา จนพระเจ้าบุเรงนองไปตีอยุธยาก็เอามาไว้ที่นี่ ซึ่งเชื่อกันว่าไปลูบๆแล้วสุขภาพจะแข็งแรง

หลังจากนั้นก็ไปดูร้านทำ Gold Leaf ซึ่งเอาไว้ไหว้พระ หนูก็นึกว่าทองเป็นแผ่นรูปใบไม้ ก็ด๊ีด๊าจะไป ปกิสว่า...คือทองคำเปลว ก็เลยได้เรียนศัพท์ใหม่ไปในตัว และก็เพ่ิงรู้ว่า เค้าตีกันด้วยแรงงานแบบนี้จนบาง แล้วก็ตัดเป็นแผ่นด้วยกรรไกรกันบ้านๆอย่างนี้เลย

หลังจากนั้นก็ไปดูร้านทำ Gold Leaf ซึ่งเอาไว้ไหว้พระ หนูก็นึกว่าทองเป็นแผ่นรูปใบไม้ ก็ด๊ีด๊าจะไป ปกิสว่า...คือทองคำเปลว ก็เลยได้เรียนศัพท์ใหม่ไปในตัว และก็เพ่ิงรู้ว่า เค้าตีกันด้วยแรงงานแบบนี้จนบาง แล้วก็ตัดเป็นแผ่นด้วยกรรไกรกันบ้านๆอย่างนี้เลย

เราไป Mandalay Hill มาด้วย ซึ่งต้องนั่งรถขึ้นไปบนเขามีวัดอยู่ด้านบน เห็นวิวมัณฑะเลย์งดงาม แต่เก็บค่าถ่ายรูป หนูละเซ็ง (ที่ไม่ยอมจ่ายเพราะอากาศแย่ ถ่ายรูปไปก็ไม่สวยด้วย) จิงๆต้องเสียค่าเข้าด้วย แต่ไกด์หนูซอกแซกจนไม่ต้องจ่าย วิวจากข้างบนก็ดีนะ  เห็นพระราชวังมัณฑะเลย์ว่าใหญ่จิงๆ เป็นเมืองที่มีเจดีย์ทองๆแทรกไปกับสนามกอล์ฟ…ความแตกต่างระหว่างรวยกะจนที่นี่มันกว้างจัง

ในวันเดียวกัน เราก็เดินทางต่อไป อมรปุระ เมืองหลวงก่อนหน้ามัณฑะเลย์ แต่เราพอแล้วสำหรับวัด เป้าหมายมีที่เดียวคือ สะพานอูเบ็ง (จิงๆคนที่อยากไปคือแม่) ซึ่งเป็นสะพานไม้สักยาวที่สุดในโลก เกิดจากไปรื้อวังไม้จากเมือง อังวะ มาสร้าง ก็เป็นที่พักผ่อนและดูชีวิตชาวพม่าได้ดีเหมือนกันนะ

สะพานอูเบ็ง สร้างมา 200 ปี ยาวประมาณ 1 กม.

สะพานอูเบ็ง สร้างมา 200 ปี ยาวประมาณ 1 กม.

พระน้อยก็มาเดินด้วย แถวนี้มีวัดอยู่มากมายน่ะ ชาวบ้านอีกฝั่งก็ใช้สะพานเดินข้ามไปเพื่อไปหมู่บ้านอีกด้าน ไม่ได้มาอย่างจัสๆนะ

พระน้อยก็มาเดินด้วย แถวนี้มีวัดอยู่มากมายน่ะ ชาวบ้านอีกฝั่งก็ใช้สะพานเดินข้ามไปเพื่อไปหมู่บ้านอีกด้าน ไม่ได้สร้างสะพานขึ้นมาอย่างจัสๆนะ

พอมองลงไปในทะเลสาบ จะเห็นคนยืนตกปลาในน้ำมากมาย เลยรู้ว่าทะเลสาบน้ำตื้น แต่ทำไมต้องลงไปตกถึงในน้ำเลยล่ะ

พอมองลงไปในทะเลสาบ จะเห็นคนยืนตกปลาในน้ำมากมาย เลยรู้ว่าทะเลสาบน้ำตื้น แต่ทำไมต้องลงไปตกถึงในน้ำเลยล่ะ

วันที่เราไปฝนตกหนักเชียว น้ำท่วมเละเทะแบบนี้ สภาพอดีตเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่อีกเช่นกัน

วันที่เราไปฝนตกหนักเชียว น้ำท่วมเละเทะแบบนี้ สภาพอดีตเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่อีกเช่นกัน

สุดท้ายนี้ มี Soe Soe มาโฆษณา เป็นคนขับสามล้อประจำตัวของเราขณะอยู่มัณฑะเลย์ พูดอังกิดได้เยอะทีเดียว และแสดงความกระตือรือร้นอยากฝึกภาษาอังกิดมาก (และอยากได้เงินด้วย) แต่ด้วยความซื่อและดูไว้ใจได้ ก็เลยใช้บริการตลอดเรย (จิงๆอยากกระจายรายได้) ทั้งถีบสามล้อในมัณฑะเลย์ และให้เป็นไกด์พาเที่ยวทั่วจนไปถึงอมรปุระ (แต่อันนี้จ้างแทกซี่ไปนะ) แถมพาซอกแซกเข้าฟรีบ้างอย่างได้ (เราเก็บเงินค่าเข้าคอมโบ 10$ ไปจ่ายให้โซวๆและแทกซี่แทน รู้สึกดีใจกว่ามาก) ซึ่งโซวๆมีความฝันอยากเป็นไกด์ (ตอนนี้อายุ 25) เลยพยายามเรียนภาษาอังกิดด้วยตัวเอง จากการถีบสามล้อรับส่งชาวต่างชาตินี่แหละ และหวังว่าจะเก็บเงินไปลงเรียนเป็นไกด์ได้ โซวๆเล่าให้ฟังด้วยว่าแต่ก่อนเคยบวชเป็นพระอยู่ 3 ปี (เรื่องปกติของที่นี่) ซึ่งอาจารย์ของเค้าซึ่งเป็นพระที่พม่าไปยุ่งเกี่ยวการเมืองมากเกินไป เลยต้องลี้ภัยไปอยู่สวิส เค้าไม่ได้ติดต่ออาจารย์เลย จนเมื่อสองปีก่อน นักท่องเที่ยวฝร่ังเศสคนนึงสอนเค้าสมัครฮอทเมวเป็นครั้งแรก เลยได้ส่งเมวไปหาอาจารย์เป็นครั้งแรก ตอนนี้เค้าก็เลยจะเชคเมวเป็นระยะๆอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ใครสนใจใช้บริการก็เมวไปหาได้ที่ soep20@gmail.com (ที่พม่า gmail เร็วกว่า hotmail หรือ yahoo คอมเฟิมโดยโซวๆ)

โซวๆ แต่ไม่ใช่กะสามล้อของตัวเอง เป็นแทกซี่ที่จ้างมา (นี่คือแทกซี่ในเมืองมัณฑะเลย์จ้ะ)

โซวๆ แต่ไม่ใช่กะสามล้อของตัวเอง เป็นแทกซี่ที่จ้างมา (นี่คือแทกซี่ในเมืองมัณฑะเลย์จ้ะ)

4 Responses to “มัณฑะเลย์”

  1. ปวร August 26, 2009 at 7:11 pm #

    ยู ขอเฉลยแบบมีความรู้ฮ่ะ

    คนอินเดียปั้นหรือแกะสลักพระพุทธรูปเกิดขึ้นสมัยหลังจากที่อเล็กซานเดอร์บุกมาถึงแบ็กเตรียนะ ตอนนั้นที่ศิลปะกรีกเข้ามาผสมกับศิลปะอินเดีย จากเดิมทำเป็นลายนู่นลายนี่ กลายมาเป็นพระพุทธรูป สไตล์แรกที่ดูกรีกก็คือคันธาระ แล้วก็ต่อด้วยคุปตะ ที่เหลือจำไม่ได้ ต้องไปวิกิฯก่อน จำได้แค่นี้ (ไปดูเองแล้วกัน มีปาละ อมราวดี อะไรอีกเยอะแยะ)
    สรุป อินเดียไม่มีปัญญาปั้นพระพุทธรูปจนสมัยพุทธศตวรรษที่ 5 ดังนั้นต่อให้ในอินเดียก็เถอะ ไม่มีใครเคยเห็นพระพุทธรูปที่ปั้นสมัยพระพุทธเจ้าฮ่ะ ตำนานสติวเป็นตำนานอยู่

    ตอนนี้อยากอ่านอินเดียฮ่ะ หลังไปดูทวารวดี พวกนี้อด็อปต์กันตรงๆ จากคุปตะเลยฮ่ะ บางอย่างอิมพอร์ตเลยฮ่ะ (เขาบอกว่าเก่าขนาดนี้คนพื้นเมืองไม่น่าทำได้)

  2. DeeDee August 27, 2009 at 4:52 pm #

    เดี๋ยวไอไปชื่นชมทวารวดีบ้างแล้วจะมาโอซี่ตามฮ่ะ

  3. hnum August 27, 2009 at 7:58 pm #

    @ปวอง หมอกรุณาอย่าเอาวิกี้มาเป็นอีวิเด้นเบสพี่ว่ามันไม่น่าเชื่อถือ ขอให้หมอหาเจอร์เน่ามาอ้างอิง

  4. hnum August 28, 2009 at 12:47 am #

    ไอชอบเพลิงพระนาง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: