My Fair Lady

24 Jan

เพิ่งดูเวอชั่นทั้งหนังและมิวสิคัลจบ ชอบเรื่องนี้จัง ขอเล่าเปรียบเทียบทั้งสองเวอชั่น 

 

ขอเล่าเรื่องคร่าวๆก่อน เผื่อใครที่ไม่เคยดูจะได้ลองหามาดู เคยมีคนพูดว่าเนื้อเรื่องเป็นแรงบันดาลใจให้ Pretty Woman แต่นี่เป็นเรื่องราวในอังกฤษสมัยโบเล็กน้อย นางเอกเป็นเด็กบ้านๆจนๆ ชื่อ Eliza Doolittle (อ่าน อี ไล ซ่า นะคะ แอบนึกถึง ELISA จัง) พ่อก็ไม่สนใจ แถมพูดสำเนียงคอกนี่ย์ ซึ่งเป็นย่านจนๆของอังกฤษ กิริยามารยาทไพร่มาก บังเอิญไปเจอโพรเฟซเซอร์ด้านภาษา Henry Higgins (ถ้าอ่านด้วยสำเนียงคอกนีย์จะอ่านว่า เอนรี่ อิ๊กกิ้น) ซึ่งเป็นผู้ดีมีชาติและรวย แต่โพรเฟซเซอร์ดูถูกเหยียดหยามนางเอกมาก และไปพนันกะเพื่อนว่าสามารถชุบตัวอีไลซ่าให้มีชาติเป็นดัชเชสได้ แล้วก็เก็บอีไลซ่ามาสอนภาษาซะใหม่ ให้เปลี่ยนสำเนียงบ้านๆเป็นสำเนียงอังกฤษที่แท้จิง จนนางเอกอัพเกรดซะงามทีเดียวเชียว

อ่ะ จะเริ่มสะปอยเป็นฉากๆ

 

เริ่มที่เวอร์ชันหนังก่อน เราดูหนังก่อนเพื่อเตรียมตัวดูบรอดเวย์ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะรู้ๆกันว่าเล่นโดย Audrey Hepburn ชีก็น่ารักเข้ากะบทดีนะ แต่ที่ชอบมากกว่าคือ เอนรี่ ซึ่งเล่นโดย Rex Harrison เป็นต้นฉบับตั้งแต่มิวสิคัลเลย เรื่องนี้เกิดจากเป็นมิวสิคัลในปี 1956 ก่อน แล้วค่อยมาเป็นหนังในปี 1964 แต่นางเอกเปลี่ยน อีไลซ่าออริจิแนวเลย คือ Julie Andrews แต่พอเป็นเวอร์ชันหนัง ตอนนั้นจูลี่ยังไม่ดัง เลยให้ออเดรย์ซึ่งตอนนั้นดังกว่ามาเล่นแทน หนูเสียดายจัง หนูรู้สึกว่าถ้าเป็นจูลี่จะดีกว่า (ชอบจูลี่อ่ะฮ่ะ) เพราะออเดรย์ก็ไม่ได้ร้องเพลงเองด้วย มีคนอื่นมาร้องทับให้ เคยดูซักรายการแอบกะแนะกะแหนแทนให้ว่า ดีแล้วที่จูลี่ไม่ได้เล่นมายแฟ เพราะไม่งั้นจะไม่ได้เล่น แมรี่ ปอปปิ้นส์ (เรื่องโปรดหนู) แล้วก็จะไม่ได้ออสการ์ ซึ่งเป็นของปี 1964 นั่นแหละ

 

ถึงแม้เรื่องราวจะเกิดในอังกฤษ แต่มิวสิคัลสร้างขึ้นครั้งแรกในบรอดเวย์ นิวยอร์ค ค่อยไปเปิดสาขาเวสท์เอนด์ ลอนดอน แล้วค่อยมีหนังตามมา ขออธิบายนิดนึงสำหรับคนไม่คุ้นเคยวงการมิวสิคัล หนูก็เพิ่งรู้ไม่นาน ละครเพลง หรือเรียกว่า มิวสิคัล (musical) มีเป็นย่านดังๆอยู่สองที่ คือ ย่านบรอดเวย์ในนิวยอร์ค กะ West End ของลอนดอน ซึ่งในย่านนั้นมีหลายโรงละครกระจุกรวมกัน หนึ่งโรงหนึ่งเรื่อง ไม่มีควบ เล่นกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะเบื่อก็เลิก แล้วทำเรื่องใหม่ เป็นเช่นนี้เรื่อยไป ถ้าเรื่องไหนดังมากในอดีตก็อาจจะชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ หรือไม่ก็เอาไปทัวร์ทั่วประเทศหรือนอกประเทศแทน (อย่าง Cats ที่มาเมืองไทยก็เพราะอย่างนี้แหละ)

 

ในหนังจะมีส่วนน่าเบื่อสำหรับเรา (และปวร) คือตรงพ่อเต้นๆอยู่นั่นแหละ ไม่ได้มีความสำคัญใดๆเรย ตัดๆทิ้งไปก็ได้ จะทำไปทำไมตั้งสามชม. แต่ในแบบมิวสิคัล พ่อขโมยซีนมากๆ คุณลุงที่เล่นนี่เล่นหูเล่นตา ดูขำๆดี ดูมีพลัง มีชีวิตชีวากว่าของในหนังเยอะ แล้วฉากเต้นมีกระทืบฝาหม้อด้วย จำไม่ได้ว่ามีในหนังนะ คือเอาเท้าสอดเข้าหูหิ้วของฝาสังกะสี แล้วก็กะทืบๆ ดูบ้านได้ใจดี แล้วพอเต้นจบคนปรบมือนานมากๆๆ พ่อนี่ก็ไม่ยอมนิ่งทำท่านู่นนี่ต่อให้ขำๆอีก 

 

ฉากเริ่มต้นหน้าโรงโอเปร่า ที่มีฝนตก แล้วหลบเสากัน ให้ฟีวในหนังเลย แต่ไม่มีอธิบายว่าทำไมอีไลซ่าอยู่ดีๆไปหาโพรเฟซเซอร์ เพราะพ่อมาไถตังค์ปุ๊บ อีนี่ก็เหมือนคิดได้แบบแสดงออกท่าทางเอาแล้วก็ไปหาเลย ส่วนบ้านโพรเฟซเซอร์ ห้องหนังสือไม่ได้สูงเว่อร์แบบในหนัง แต่ก็เป็นสองชั้น แต่ไม่มีฉากนางเอกโวยวายตอนอาบน้ำค่ะ แอบคิดเหมือนกันจะใส่เข้าไปยังไง ที่น่าประทับใจตรงนี้คือตอนร้องเพลง จัสท์ ยู ว้าท (Just You Wait) อีไลซ่าเล่นเองร้องเองกระโดดไปกระโดดมาคนเดียวหมด ไม่ต้องมีตัวประกอบใดๆ อ้อ ตอนให้พูดเสียง h นี่ ให้พ่นไฟจิงๆนะ ฮ่ะๆๆๆๆ คัพๆๆๆๆ ออฟๆๆๆๆ

 

ส่วนฉากแข่งม้าที่ปวรถามถึง ของหนังชนะเลิศค่ะ ตั้งแต่ชุดเริ่ดหรูอลังการกว่าเห็นๆ ในหนังจะโทนขาวดำ ดีไซน์เก๋ แต่มิวสิคัลเป็นดำม่วง มันเลยดูทึมๆ เน้นประดับบลิงๆกะขนนกอย่างเดียว แล้วตอนเปิดฉากนี้ในหนัง ที่ยืนร้องเพลงแล้วขยับตัวทีพร้อมๆกันเป็นเจ๊ทน่ะ ตอนแรกดูแอ๊บมากในหนัง แต่พอคิดว่ามันแปลงมาจากมิวสิคัลจะรู้สึกว่าเก๋ แถมพอมาดูแบบมิวสิคัลจิงๆก็รู้สึกธรรมดาไปเลย เพราะมิวสิคัลมักจะทำแบบนี้เป็นปกติ แข่งม้าก็ใช้เป็นเสียงวิ่งกอบๆทั่วโรงแทน แต่มีมอบรางวัลให้จ๊อกกี้ด้วยนะ

 

ต่อด้วยฉากงานเต้นรำ อีไลซ่าในมิวสิคัลชนะเลิศค่ะ เพราะคนอื่นจะชุดสีมืดนิดนึง ในขณะที่อีไลซ่าขาวเจิดจ้าบลิงๆอยู่คนเดียว แบบว่าสมแล้วที่ราชินีจะมาบอกว่าชาร์มมิ่ง (charming) เพราะในหนังนี่ คนอื่นงามกว่าเห็นๆ แต่ราชินีในหนังชนะเลิศ เพราะเวอชั่นมิวสิคัลที่เราดู จัสท์นังป้าคนนึงมาก ไม่มีความเป็นควีนใดๆ อีกอย่างที่ขอติในมิวสิคัลตรงนี้ ฉากที่ฮังกาเรียนมาขอเต้นรำเพื่อจับผิดนางเอกน่ะ ไม่มีความตื่นเต้นใดๆ ทั้งๆที่ในหนังเราลุ้นมาก กัวนางเอกโดนจับได้ คงเป็นเพราะในมิวสิคัลเน้นเต้นรำไปมาซะส่วนใหญ่ แล้วก็ต่อเนื่องมาถึงตอนโพรเฟซเซอร์กลับมาเล่าให้คนใช้ที่บ้านฟัง ว่าฮังกาเรียนคนนั้นคิดว่าอีไลซ่าเป็นใคร มันควรจะขำชิมิ (เพราะฉากก่อนหน้านี้บ้าบออะไรก็ขำหมด) แต่คนทั้งโรงนั่งเงียบ ให้ฟีวว่า โพรเฟซเซอร์พูดเร็วเกินค่ะ

 

ฉากที่เหลือให้ฟีวในหนังแล้วล่ะ แอบรู้สึกซาบซึ้งของในหนังมากกว่า เพราะโพรเฟซเซอร์ในหนังยังไม่แก่มาก ผอมสูง ให้อารมณ์คุณพ่อขายาวได้บ้าง ในขณะที่ของมิวสิคัลนี่ โพรเฟซเซอร์กะแม่ดูอายุเท่ากันเรย แถมอ้วนเตี้ยอีก เครียด ร้องก็ฟังยาก (ฟังย่ิงไม่ค่อยจะออกอยู่) แล้วตอนจบในมิวสิคัลต่างกะหนังนิดนึงตรงที่ โพรเฟซเซอร์กะนางเอกยืนกอดอกเชิดใส่กัน ไม่ได้จัสท์มองหน้า

 

ส่วนนางเอกที่มาเล่น หน้าตานึกถึง เคียร่า ไนท์ลี่ เวอชั่นไม่บู (บูลิเมีย) จากการอ่านเพลย์บิล ชีเป็นออริจิแนวของแมรี่ป๊อปปิ้นเวอชั่นมิวสิคัลล่ะ เก๋จิง 

 

เรื่องนี้ทุกคนที่ไปดูมิวสิคัลด้วยชื่นชอบกันหมดเลย ถึงแม้บทพูดจะเยอะ เพลงน้อย ฟังไม่ออก แต่เนื้อเรื่องมันน่ารักอ่ะ เดี๋ยวว่าจะเอาหนังไปปล่อย จะได้เข้าใจเรื่องขึ้น ขนาดเราดูหนังเรายังนั่งอ่านซับอย่างเดียวเรย ฟังไม่ออกใดๆ ขนาดอ่านศัพท์ยังแปลไม่ออกด้วย เครียด ตอนนี้อยากพูดสำเนียงคอกนี่ย์ได้จัง ชีบ กำลังหัดร้องเพลงนี้อยู่ Wouldn’t It Be Loverly? ร้องยากมากกกก เพราะจะเผลอออกเสียง h หรือเผลออกเสียงบางคำผิด เช่น face ต้องอ่าน แฟาซ (มันดูผสมระหว่าง แอ กับ อา น่ะ) ห้ามอ่าน เฟซ

 

 

  

เพลงที่ให้ดูเป็นเวอชั่นจูลี่ร้อง แต่เอาไปทับใส่หนัง ข้างล่างเป็นเนื้อเพลงค่ะ (แก้บรรทัดไม่ได้ ช่างมัน เหนื่อย)

 

It’s rather dull in town, I think I’ll take me to Paree. Mmmmmm. The mistress wants to open up The castle in Capri. Me doctor recommends a quiet summer by the sea! Mmmm, Mmmm, wouldn’t it be loverly? Eliza All I want is a room somewhere, Far away from the cold night air.With one enormous chair, Aow, wouldn’t it be loverly? Lots of choc’lates for me to eat, Lots of coal makin’ lots of ‘eat.Warm face, warm ‘ands, warm feet,Aow, wouldn’t it be loverly? Aow, so loverly sittin’ abso-bloomin’-lutely still. I would never budge ’till spring 

ปล. ปวร เมื่อวานหลอกคนซื้อหนังสือ ปืน เชื้อโรค ไปได้อีกสองคนล่ะ รู้สึกพวกเรามีความสามารถในการอินดิ๊วจัง ไปขายแอมเวย์กันดีมะ

ปล. 2 ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เล่าเอามาจากวิกีแหละ ต้องสตัดดี้ก่อนเขียน 

 

5 Responses to “My Fair Lady”

  1. BN January 24, 2008 at 7:00 pm #

    คุณพี่ครับท่าทางจะสนุกนะครับ พอดีเพิ่งได้ดูหนังมาเหมือนกัน เรื่อง Vitus อะครับ ตัวเอกตัวนึงเป็น Genius แล้วก็เก่ง Piano มาก ก็สนุกดีนะครับ (เล่าเพื่ออออ)

    ว่างๆ จะลองเอามาดูนะครับ เมื่อสองสามเดือนก่อนเอา Benhur กับ เรื่องอะไรน้าที่เป็นพี่เลี้ยงกับเด็ก บวกพ่อด้วย ที่มีเพลงดังมากๆ ถ่ายที่ออสเตรีย ( นะ ใบ้กันเข้าไป ยังไม่ได้นอนมาสี่สิบแปดชั่วโมงแล้วครับ T T ) ก็รู้สึกว่าหนังสมัยก่อนนักแสดงจะเล่นแล้วดูใหญ่ๆ อารมณ์ บรอดเวย์มั้ง ไม่เคยดู (แล้วพิมพ์เพื่อออ)

    สรุปว่าอยากหามาดูเหมือนกันครับ ชอบดูหนังมิวสิคัลด้วยอะ

    พิมพ์เยอะๆ แล้วจะผิดประเพณีอะไรไปก็ขอโทษด้วยนะครับ

  2. wät January 24, 2008 at 7:53 pm #

    มายแฟร์เลดี้เป็นมิวสิคัลฟิล์มที่ชอบที่สุด เพราะดูแล้วมีความสุขมาก (ไม่เหมือนเดอะซาวน์ออฟมิวสิค) และที่ชอบอีกอย่างคือ ไม่ใช่จูลี่ส์แอนดรูส์เล่นนี่แหละ แม้ว่าออเดร์เฮบเบิร์นจะไม่ได้ร้องเอง แต่ซิงค์ได้เนียน
    ชอบฉากที่นางเอกหนีออกจากบ้านแล้วร้องเพลง โชว์มี ต่อจากเดอะสตรีทแวร์ยูลีฟ … ซึ่งเพลงนี้กลายเป็นเพลงดังที่สุดของเรื่องไปเลย (แต่ส่วนตัวชอบโชว์มีมากกว่า มันได้อารมณ์) ส้วนอีกเพลงที่ดังรองลงมาก็คือ ไอคู้ดแฮฟต้านซ์ออลไนต์ กะ เดอะเรนอินสเปน (ความจริงมันก็เพราะเกือบทุกเพลง)

  3. DeeDee January 24, 2008 at 10:44 pm #

    น้องกล้วย (ตั้งเองจากชื่อที่เห็น)
    ไวตัส (หรืออ่าน วิตัส หว่า หรือ วิตุส ดี หนูไม่รี้) นี่ไม่รู้จักฮะ แต่เนื้อเรื่องดูน่าสนดี เรื่องที่บอกมาน่าจะเป็น Sound of Music เล่นโดย จูลี่ แอนดรูว์ ที่บอกไว้ เพื่อนส่วนใหญ่ที่รู้จักจะชอบมิวสิคัลเรื่องนี้มาก มีเรานอกคอกชอบแมรี่ป๊อปปิ้นส์อยู่คนเดียว หนังมิวสิคัลส่วนใหญ่ดูตอนเด็กๆ เพิ่งมาดูหนักๆอีกทีก็ตอนมาที่นี่ เพราะโดนพี่แถวนี้อินดิ๊วให้ดู ส่วนใหญ่พอดูมิวสิคัลเป็นๆแล้วจะเห็นหนังจืดไปเลย

    พิมเยอะไม่ผิดประเพณีใดๆฮะ มันแค่ไปลงสแปมทั้งสามเม้นพร้อมกันเท่านั้นเอง

    คุณวัตโตะ
    เพิ่งรู้นะฮะว่า เดอะสตรีท ดังสุด ยังไงก็ชอบ เลิฟเวอลี่ มากสุดฮะ เพราะรู้สึกร้องตามง่าย แต่จากมิวสิคัลที่ดูๆมาทั้งหมดแบบเล่นเป็นๆ ยังชอบ Phantom of the Opera มากที่สุด ทั้งเนื้อเรื่อง เพลง เนื้อเพลง อารมณ์ ฉาก บลาๆ แต่ถ้าหนัง ก็คงเป็นแมรี่ป๊อปปิ้นส์ เพราะเป็นอาการฝังใจในวัยเด็ก ก็เลยลำเอียงให้จูลี่ แอนดรูวส์สุดขีด อิอิ

  4. wät January 25, 2008 at 1:14 am #

    ถ้าให้เลือกระหว่างเดอะซาวด์กับป๊อปปิ้นส์ ก็คงเลือกป๊อปปิ้นส์แน่นอน เดอะซาวน์มันฟังแล้วรู้สึกหดหู่ ไม่มีเพลงอย่างสปูนฟูลออฟชูก้า ชิมชิมมนีชิมชิมชีเชรู หรือ ซูเปอร์คาลิฟราจิลิสติคเอ็กซ์พิอาลิโดเชียส ที่ฟังแล้วมีความสุข

    ส่วนที่บอกว่าเดอะสตรีทดังสุด เพราะว่าเมโลดี้มันสวยและเนื้อเพลงมันยูนิเวอร์แซลมากกว่า พูดถึงความรัก แบบแค่ได้เดินอยู่บนถนนที่มีบ้านเธอตั้งอยู่ก็มีความสุข แค่ได้เห็นหัวกะไดบ้านก็มีความรู้สึกเหมือนมีเธออยู่ใกล้ เลยมีคนเอาร้องใหม่บ่อยกว่า และสถานีวิทยุก็ชอบเปิด ต่างจากเพลงวู้ดนึ่นอิทบีเลิฟเวอลี่ ที่นางเอกเพ้อฝันเรื่องของตัวเอง หรือ ไอคู้ดแฮฟด้านซ์ออลไนต์ ที่คนไม่เคยดูไม่รู้เนื้อเรื่องมาก่อน อาจจะไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร เต้นทำไมทั้งคืน มีสยายปีกจะบินด้วย

  5. paworn January 27, 2008 at 6:41 pm #

    คิดว่าเพลงที่ดังสุดของเรื่อง บุษบาริมทาง น่าจะเป็น I’ve grown accustomed to her face เพราะมันเป็นเพลงสแตนดาร์ดของแจ๊ส ทั้งร้องทั้งบรรเลง เป็นบัลลาดที่เอามาเล่นใหม่ร้องใหม่บ่อยมากๆ ที่ชอบมากก็ของ Brad Mehldau และเป็นเวอร์ชันที่เราว่าเพราะที่สุด (คิดว่า Bill Evans ไม่ได้เอาเพลงนี้มาเล่น ถ้ามีก็อาจจะดีกว่าก็ได้) แล้วก็เวอร์ชัันแซกโซโฟนอีกล้านแปดคิดว่านักดนตรีแจ๊สทุกคนทุกรุ่นต้องเอามาเล่นอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ล่าสุดที่ฟังก็คือจากอัลบัม Italia ของ Chris Botti ที่ตัดต่อเอาเสียง Dean Martin มาใส่กับทรัมเป็ตและดนตรีทำใหม่หมด

    ส่วน I could have danced all night นี่เวอร์ชั่นที่ฟังล่าสุดก็ของ Jamie Cullum เป็นเพลงที่ซ้ำท่อนเบสได้เก๋มาก แล้วก็แต่งเนื้อเพลงเพิ่มจนกลายเป็นฟังก์ไปเลย ฟังตอนแรกเกลียดมาก แต่ฟังไปสักพักก็ชินเอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: