An Inconvenient Truth…around me

21 Jul

เพิ่งดูหนังเรื่องนี้จบ เลยเกิดโมติเวช่งอยากเขียนอะไรขึ้นมา จิงๆแล้วอยากเขียนตั้งแต่ตอนมาเมกาใหม่ๆ เพราะมันน่าหงุดหงิดมากๆ แต่ก็กะรวบรวมข้อมูลให้มากขึ้น แล้วก็ลืม

inconvenient truth.jpg

An Inconvenient Truth เป็นหนังที่สร้างโดย อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีเมกา สมัยคลินตัน และชิงประธานาธิบดีต่อสมัยจอร์ช บุชครั้งแรก แล้วก็แพ้ ไม่ได้เป็นเพราะเรื่องนับคะแนนทั้งๆที่คะแนนห่างกันจิ๊ดนึง ก็เลยมาทำหนังสารคดี เกี่ยวกับเรื่อง Global Warming ซึ่งก็ได้รางวัลมากมายรวมทั้งออสการ์ เราอยากดูตั้งแต่ฉายที่เมืองไทย แต่ฉายอยู่โรงเดียวคือ ลิโด้ และฉายเวลาช้าสุดคือตอนห้าโมงเย็น ถึงมันจะฉายคาอยู่สองเดือน แต่เราก็ไม่มีโอกาสดูซะที พอมาเมกา เนทแรงๆ เลยโหลดซะเรย มีเวบให้เยี่ยมชม ที่นี่จ้ะ

เราคงไม่พูดถึงตัวหนัง (อ่านของ คุณวัตโตะ ได้จ้ะ) แต่ขอร้องว่า ไปหามาดูเถอะ เดี๋ยวว่าจะไร้ท์แจกพี่แถวนี้แระ ใครอยากได้ หนูส่งต่อให้ได้ฮ่ะ ชอบอย่างนึงในหนังคือ ใช้โปรแกรม keynote ของแมคทำสไลด์ แถมทำได้ง้ามงาม ว่าจะดูอีกรอบ เพื่อก๊อปรูปแบบสไลด์ อิอิ ส่วนที่เราจะเขียนก็คือ บ่นประเทศอเมริกา ตั้งแต่มาเดือนแรก เราก็มีเรื่องอยากบ่นมากมาย

แลบ
เริ่มจากที่แลบก่อนเลย ที่นี่ใช้ของสิ้นเปลืองมาก ทุกอย่างใช้แล้วทิ้ง ไม่มีการล้างเก็บแต่อย่างใด ขนาดแลบเราถือว่าแลบจนๆ ยังใช้แล้วทิ้งทุกอย่าง และที่ทิ้งเนี่ย พลาสติคทั้งนั้น เวลาเราจะทิ้งที รู้สึกผิดมากๆ เราบ่นกะพี่ในแลบ พี่บอกว่า ไม่เป็นไร ประเทศนี้รวย ไม่ใช่ประเทศเรา ใช้ไปเหอะ เราอึ้งไปห้าวิ พูดอะไรต่อไม่ออก เลยกะว่าจะไร้ท์หนังเรื่องให้ดูเป็นการตอบแทน ถ้าคนอ่านไม่อึ้งตาม และเห็นด้วยกะที่พี่เค้าพูด ก็บอกมานะ จะไร้ท์ให้ดูเช่นเดียวกัน เพราะเรื่องพวกนี้มันไม่ได้แยกเป็นประเทศ มันไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่มันเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ไปทั่วโลก ถ้าตามทฤษฎีของพี่เค้า สมมติเราย้ายมาอยู่เมกาซักสิบปี เราก็ทำตัวเยี่ยงเมกาได้อย่างไม่รู้สึกผิดสินะ แล้วพอกลับไปเมืองไทยค่อยมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งถึงเวลานั้น โลกคงจะเกินเยียวยา พี่เพ็ญเล่าให้ฟังเหมือนกันว่า แลบเค้าก็ เปิดไฟ เปิด water bath ทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน เตรียมสารก็เตรียมตอนเย็น เพื่อจะได้ปั่นทิ้งไว้ทั้งคืน คือ มันเตรียมตอนเช้าก็ได้น่ะ ปั่นไม่เกินชั่วโมงก็ใช้ได้แล้ว ทำไมจะต้องทำตอนเย็นกันด้วย แต่เสียงเล็กเสียงน้อยอย่างพวกเราจะทำอะไรได้ ใช่ว่าพูดไปแล้วจะช่วย เลยคิดว่า ทางที่ดีที่สุด และไม่เป็นการทำให้คนอื่นเกลียด ก็คงจะไร้ท์หนังแจกแทนฮ่ะ

บ้าน
ต่อจากเรื่องแลบ ประเทศนี้ไม่แยกขยะใดๆ โกดมากๆ ย่ิ่งถ้าไปผ่านญี่ปุ่น (หรือยุโรปด้วยมั้ง) คงยิ่งโกด จิงๆก็มีถังแยกนะ แต่ไม่เห็นแยกกันเรย ยิ่งในแลบยิ่งหนัก ทิ้งปนมั่วซั่ว พอแม่บ้านมาเก็บ ก็โยนทุกอย่างรวมกัน พลาสติคทั้งนั้น ได้แต่หวังว่า เค้าจะเอาไปแยกกันทีหลังมั้ง ส่วนที่บ้านเราเอง ลินก็มีแยกนะ แต่เห็นลินทิ้งพวกจดหมาย (จดหมายขยะส่งมาที่บ้านเยอะมาก) ลงรวมกับพวกเศษอาหารทุกที เราเห็นก็กี๊ดด แต่คุ้ยขึ้นมาก็ใช่ที่ จะบอกตรงๆก็รู้สึกแปลกๆ เราก็เลยทำของเราเองคนเดียวก็ได้ ในห้องนอนเราเองมีสามถุงขยะ กระดาษ พลาสติค และพวกเศษที่ไม่น่าจะไปรีไซเคิลอะไรได้ แล้วก็ทิ้งแยกของเราเอง คุณนางฟ้า (เมทเราอีกคน เจ๊มาจากปานามา อายุสี่สิบที่โดนทิ้งไม่ได้แต่งงานที่ เคยเล่า ไปแล้วน่ะ) เจ๊เคยไปทำพีเอชดีที่สวิสเซอร์แลนด์มาสองสามปี ชีก็รีเฟอร์ถึงสวิสบ่อยมากๆๆๆๆ จนหนูรำคาญ (พี่เพ็ญเจอไม่กี่ที ยังรู้สึก) ชีบอกว่าในยุโรปเนี่ย ใส่ใจสิ่งแวดล้อมกว่าที่นี่เยอะ หนูก็นึกว่าชีจะดี ที่ไหนได้ เวลาชีทิ้งพวกพลาสติคใส่อาหาร ชีทิ้งลงรวมกับเศษอาหารเรย ไม่มีการล้างแล้วแยกลงถังพลาสติคแต่อย่างใด หลายครั้งแล้วด้วย โกด แต่ชีเป็นพวกที่เตือนอะไรไม่ได้จิงๆ อันนี้ต้องอิ๊กของจิง

ร้านอาหาร
หมายถึงพวกร้านฟาสท์ฟู้ดมากกว่า ที่ให้หยิบส้อมหยิบทิชชู่ได้เอง แต่ละคนก็หยิบกันเหลือแหล่มาก แล้วก็ทิ้ง ที่นี่ให้หยิบอลังการกว่าที่ไหนในโลกที่เคยเจอ ตอนแรกๆก็ชอบ แต่พอเห็นทิ้งขว้างกันแบบนี้ เริ่มแอนตี้ฮ่ะ อย่างซอสมีสารพัดซอส แต่อยู่ในซองพลาสติคหมดเลย ไม่ใช่แบบเติมๆเหมือนเมืองไทย แล้ววัฒนธรรมการห่อกลับบ้านของที่นี่อีก ไม่ว่าจะซื้อกลับ หรือว่ากินเหลือ ก็ห่อสิ้น ห่ออย่างดีงาม ถ้าซื้อกลับ ถึงแม้จะซื้อกลับมากินบ้าน เค้าก็ให้ช้อนส้อมพลาสติคมาด้วยตลอด ถ้ากินเหลือ ซึ่งเราก็ว่าดี ที่ไม่กินท้ิงกินขว้าง แต่แพคเกจจิ้งที่มาด้วยเนี่ย บางร้านมันดีงามขนาดเราต้องเก็บมาเป็นทัพเพอร์แวร์เลยนะ ทิ้งไม่ลงฮ่ะ ที่โรงอาหารเรา ตอนกลางวัน มันไม่มีการใช้จาน ช้อนส้อมสังกะสีใดๆฮ่ะ เพราะไม่มีการล้าง (คิดเอาเองว่า จ้างคนล้างมันแพงกว่าค่าโฟม) ทุกอย่างใส่กล่องโฟม กะมีดส้อมพลาสติคเท่านั้น มีถุงกระดาษวางข้างๆให้หยิบได้ไม่อั้น เผื่อหอบไปกินข้างนอก ก็คิดดูละกัน วันๆนึงสร้างขยะเข้าไปเท่าไหร่ มีโรงอาหารแบบนี้ทั่วเมกาเท่าไหร่ ที่เราพยายามทำก็คือ เอาข้าวไปกินเอง (ทำเองอร่อยกว่าด้วยฮ่ะ คัสตอมไมซ์ได้) แล้วเอาช้อนส้อมที่บ้านไปด้วย เพราะกินจากช้อนส้อมสแตนเลสรสชาติต่างกะพลาสติคฮ่ะ ยังเหลือชาม ที่ขี้เกียจไปหาชามแก้ว รู้สึกขนลำบากด้วย เลยยังกินกะชามทัพเพอร์แวร์แพลาสติคอยู่

มีหงุดหงิดอีกย่าง สตาร์บัคชอบปิดฝาแก้วกาแฟให้เลยอ่ะ พวกเย็นๆที่ต้องมีวิปครีมอ่ะ เพราะเราเอาฝาทิ้งออกทันที เพื่อกินวิปครีม นอกจากเปลืองพลาสติคตรงฝาแล้ว มันยังเอาวิปครีมออกไปด้วยหน่อยนึงนะสิ โกด แล้วก็นึกไปถึงว่า คนไทยเวลากินน้ำชอบขอหลอด กินจากปากขวดไม่ได้ เป็นอะไรกัน ถ้ามันดูสกปรกก็จะไม่ว่า แต่นี่เห็นขอทุกที่

รถ
ลิงค์กะเรื่องอาหารหน่อย ที่เมกามี drive-thru มากมาย ก็คือ เหมาะกะไลฟ์สไตล์เมกันมากๆ แบบว่าขี้เกียจจอดลง เดินลงจากรถ เพื่อมาซื้่อเบอร์เกอร์ ก็ใช้จอดแวะสั่งด้านนึง แล้งขับอ้อมไปอีกด้าน เพื่อรับของ ที่เมืองไทยก็มีแหละ แต่เห็นมีแต่ในเมืองจิงๆ และมีไม่กี่ที่เอง แต่ที่นี่เหมือนใครๆก็ทำ ตอนจอดรอรับของก็เผาน้ำมันไม่ต่างกะรถติดเมืองไทยเรย แถมยิ่งสนับสนุนให้คนเมกันกินฟาสท์ฟู้ดและอ้วนอืดกว่าเดิม เพราะไม่ได้เดินใดๆ (ลินเนี่ยแหละ ชอบทำ) มาดูเรื่องการเดินทางมั่ง อยู่เมกา ถ้าไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่แบบเรา ถ้าไม่มีรถนี่ตายไปเรย ชีวิตคงอับเฉาน่าดู ขนาดอย่างเรา ถ้าอยากไปเที่ยวนอกเมืองก็ลำบาก เพราะรถไฟไม่ทั่วถึง ไม่ก็รถออกทีทุกสองชม. เพราะฉะนั้น ที่นี่ใครๆก็มีรถ ถึงแม้จะอยู่ในเมืองก็มีรถจอดๆทิ้งไว้ เวลาขึ้นรถไฟ ส่วนใหญ่เห็นมีแต่คนดำกะเมกซิกัน ที่จนๆกัน คนขาวขึ้นแค่ชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งก็ไม่ควรขับรถแหละ ก็เพราะคนส่วนใหญ่เน้นขับรถกัน ระบบ public transportation ก็เลยห่วย (ต่างกะยี่ปุ่งลิบลับเรย) เรามีจัดอันดับความน่านั่งของรถไฟใต้ดินในเมกาที่เราเคยไปมาด้วยนะ 1. วอชิงตัน ดีซี 2. บอสตัน 3. แอลเอ แต่มีไม่กี่สายหรอก แถวนั้นเน้นขับรถมาจอดแล้วต่อรถไฟ 4. ชิคาโกกะนิวยอร์ค สองอันหลังไพร่มากๆ นั่งไม่ลง ของชิคาโกก็คงเพราะคนขึ้นไม่เยอะขนาดจะต้องพัฒนาให้มันงามๆมั้ง

จิงๆแล้ว คนที่นี่ถีบจักรยานเยอะนะ แต่เค้าเห็นมันเหมือนเป็นกีฬาอย่างนึง ถึบกันวันเสาร์อาทิตย์ แถมเอาจักรยานไว้หลังรถ แล้วขับรถไปซักสวน ค่อยเอาจักรยานมาถีบรอบสวน แต่ไม่ได้เอามาใช้เพื่อการเดินทางฮ่ะ ก็มีคนถีบเพื่อการเดินทางก็มี มีเลนจักรยานบนถนนด้วย แต่ก็ไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับเห็นเวลาเสาร์อาทิตย์ ก็พยายามเข้าใจว่าประเทศนี้มันใหญ่ เดินทางต้องใช้รถเท่านั้น แต่เมื่ือนึกถึง ขนาดประเทศ จำนวนคน จำนวนรถ ปริมาณน้ำมันที่เผา ก็เครียด

ออนไลน์ชอปปิ้ง
ที่นี่ฮิตมากๆ เพราะบางทีถูกกว่าซื้อที่ร้านอีก เนื่องจากมีคูปองโค้ดลดราคามากมาย แล้วบางอย่างไม่ต้องเสียแทกซ์ด้วย ถ้าหาดีๆค่าส่งฟรีอีก คุ้มจะตาย แต่จะรู้สึกผิดหลังจากกล่องส่งของวางเต็มห้อง ที่นี่ห่ออย่างดีมาก ของจิ๊ดนึง แต่กล่องเบ้อเริ่ม เพราะใส่ทั้งพลาสติคทั้งโฟมกันกระแทกมากมาย แล้วไม่รู้จะทำไงกะมันต่อดี เพราะล้นห้องจิงๆ แต่อ่านเจอว่า มีคนเอาไปบริจาคคืนตามไปรษณีย์ได้ เลยว่าจะทำมั่ง แต่คนส่วนใหญ่คงทิ้งเลย

พออยู่มาซักพักก็เริ่มชินๆ แต่ทำให้เราไม่อยากอยู่เมกา ใช้ชีวิตที่นี่แล้วแอบรู้สึกผิด เห็นคนอื่นไม่รู้สึกอะไรด้วยก็รู้สึกเซ็งอีก คนอื่นอาจจะไม่ได้คิดมากเหมือนเรามั้ง แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเอาหนังไปปล่อยให้คิดมากตาม อิอิ

มีอะไรเล็กๆน้อยๆอยากเล่าเพิ่ม ได้มาจากการอ่านนิวสวึก จิงๆแล้วสื่อที่นี่ใส่ใจกะ global warming ทีเดียวนะ ตามเวบบอร์ดก็เห็นพูดถึงกัน แต่คนทำตามเท่าไหร่ไม่รู้
– ควรเลิกกินน้ำขวด เพราะนอกจากผลาญพลาสติคแล้ว ยังต้องผลาญน้ำมันขนส่งอีก ยิ่งพวกของอิมพอร์ตนี่ควรลดอย่างยิ่ง เพราะผลาญน้ำมันกะเครื่องบิน (แต่หนูยังทำบ้าง นานๆที อยู่ที่นี่น้ำผลไม้รสไพร่ รสอาติ๊ (artificial) หมดเลย ถึงแม้จะ 100% ก็ตาม โค้กเป๊ปซี่ก็แรงเกิน ไม่กิน กินแต่น้ำเปล่า
– อย่าไปเชื่อพวกที่บอกว่า ถ้าซื้อของแล้ว จะไปปลูกต้นไม้ให้ตอบแทน เพราะเค้าคงปลูกให้จิง แต่ต้องไปทำลายป่าตั้งเท่าไหร่ เพื่อจะได้พื้นที่ปลูกป่าเพิ่มขึ้น
– ควรกินของออแกนิค เดี๋ยวอันนี้จะมาเขียนเพิ่มทีหลังดีกว่า พูดง่ายๆว่า พืชผักไร้สารน่ะ แต่หมายถึงเป็ดไก่ที่เลี้ยงอย่างธรรมชาติด้วย เพราะไม่ใช้สารเคมี ขนส่งไปตลาดใกล้ๆ ไม่เปลืองน้ำมัน แต่…..แพงงงงง

วันก่อนดูรายการโอปร้า (Oprah Winfrey) ชีถามว่า เวลาไปจ่ายตลาด แล้วพนักงานถามว่า ใส่ถุงพลาสติคหรือถุงกระดาษ ให้ตอบว่าไง ทั้งห้องส่งตอบว่า ถุงกระดาษ หนูเพิ่งรู้นะเนี่ย นึกว่ากระดาษทำลายป่า แต่คงหมายถึงเรื่องย่อยง่ายมั้ง แต่โอปร้าตอบว่า ผิด ต้องบอกว่า ไม่เอาทั้งสองอย่าง แล้วชีก็แจกถุงผ้าของชีให้คนทั้งห้องส่ง (ชีชอบแจกของในรายการฮ่ะ) ก็อย่าลืมพกถุงผ้าไปจ่ายตลาดนะฮะ ตอนนี้ก็มีถุงไว้จ่ายตลาดอันนึง ขายดีมากๆ ‘I’m not a plastic bag’ คนตบตีแย่งซื้อกันใหญ่เรย จัสท์มากๆ แค่มีดีไซน์เนอร์ออกแบบ แล้วดาราถือกันใหญ่เรย ใบละ 7.50 ปอนด์ ประมาณห้าร้อยบาทไทย ปัจจุบันราคาอัพขึ้นเรื่อยๆถึง 200 ปอนด์ในอีเบย์แร้ว อันนี่ก็รู้สึกไร้สติเกิน

i'm not a plastic bag.png

เขียนนอกเรื่องเกินไปแล้ว เล่าพอใจแระ ไปแระ

writeWidget(‘CA4C53598F01B676A5A653C27A7517A3’);

6 Responses to “An Inconvenient Truth…around me”

  1. [wat] July 21, 2007 at 8:46 pm #

    สตาร์บัคปิดฝานี่คาดว่าเป็นกฏของร้านเขา อีกอย่างเขา ก็ไม่รู้ว่าเราจะต้องถือไปที่อื่นก่อนดื่มหรือเปล่า อาจจะต้องไปขึ้่นรถมอเตอร์ไซต์, รถยนต์ หรือลงรถไฟใต้ดิน ถ้ามีฝาปิดก็ดูปลอดภัยกว่า

    แต่เรื่องหลอดพลาสติคนี่ผมก็ไม่ใช้นะ ปกติไม่ดื่มพวกน้ำอัดลมอยู่แล้วด้วย ดื่มน้ำเปล่าจากขวดนี่แหละ สะดวกดี ดื่มไม่หมดก็แค่ปิดฝา ไม่ต้องมาหักงอหลอด หรือลำบากเอานิ้วไปล้วงดึงหลอดออกมาใหม่ เวลาอยากดื่มอีก (นิ้วมือคนเราก็ไม่ได้สะอาดตลอดเวลานะเนี่ย) อีกอย่าง หลอดที่เขาเปิดถุงใส่ไว้ตาม ร้านอาหารหรือซุปเปอร์มาเก็ต ก็ไม่รู้มีฝุ่นไรลงไปตั้งเท่าไหร่

    ส่วนน้ำผลไม้บรรจุกล่องหรือกระป๋อง ี่ผมว่ารสชาติไพร่หมดนะ ยังไม่เคยกินยี่ห้อไหนแล้วชอบเลย

    เีรื่องถุงผ้าหรือถุงตาข่ายนี่ รู้สึกหลายที่ในญี่ปุ่นจะรณรงค์มาได้สักพักใหญ่แล้ว เขาให้ลูกค้าหยิบไปใช้แทนตะกร้า พอตอนออกก็จ่ายเงินเพิ่มอีกนิดหนึ่ง ก็หิ้วถุงผ้ากลับบ้านไปได้เลย ประเทศไทยยังคงใช้ถุงพลาสติคอยู่ แต่ก็เห็นหลายที่ ี่ใช้แบบว่าย่อยสลายได้ในแสงอาทิตย์ (นานแค่ไหนก็ไม่รู้ ไม่เคยได้ลองพิิสูจน์)

    อ่านเีรื่อง an inconvenient truth ทีไร ก็นึกถึงข่าวอีตา frosty ตอนช่วงต้นปี ที่เป็นข่าวต่อต้านหนังเรื่องนี้ ว่าเป็นเรื่องไม่จริง การที่โลกร้อนเขาว่า มันเป็นสัญญาณว่าพระเยซูกำลังกลับมาต่างหาก … อย่างฮา

    ^^ อะ เกือบลืมเรื่อง link เป็นภาษาไทย เขียนไม่ถูก… ความหมายจะเปลี่ยนไป อ่านได้ที่
    http://pinporamet.blogspot.com/2005/10/link.html

  2. DeeDee July 24, 2007 at 2:48 am #

    ตายแร้ว สะกด ลิงต์ มาตลอด ก็มันลงท้ายด้วย k นี่นา และความหมายนั้นมันต้องใช้ สระอึ ไม่ใช่เหรอ งง แต่จะพยายามเปลี่ยนค่ะ

    อ่านเวบบอร์ดที่นี่ มีคนมาโพสท์โง่ๆเหมือนกันว่า global warming ไม่มีจิงหรอก แต่ก็มีจะคนมาเขียนด่าอีกมากมาย ไม่รู้ล่อเป้าป่าว

    น้ำส้มกล่องๆเมืองไทยอร่อยนะ เพราะว่ามีเกล็ด และรสชาติเหมือนน้ำส้มหน่อย แวริเอช่งสูงด้วย หลายส้มดี แต่บางทีก็รู้สึกว่าหวานเกิน

  3. Tik July 24, 2007 at 11:44 pm #

    เกลียดเมกา ชอบระรานชาวบ้าน
    ทำเป็นมารณรงค์ว่าโลกร้อนขึ้น ต้องทำอย่างนู้นอย่างนี้
    ประเทศตัวเองนั่นแหละ ที่สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เยอะสุด แถมสร้างขยะต่อคนเยอะที่สุด
    ไพร่

  4. pentanoic July 28, 2007 at 12:13 pm #

    มีเพิ่มเติม

    ตึกที่เราเห็นเปิดไฟกันตอนกลางคืน พวกออฟฟิศอ่ะ จริงๆ แร้วไม่มีคนทำงานอยู่นะ แต่คนที่นี่ไม่ปิดไฟฮ่ะ รวมถึงแอร์ คอมพิวเตอร์ ไม่มีการซัตดาวน์ใดๆ (ลองนึกดู การใช้ไฟของตึกสำนักงานตึกนึง น่าจะเท่าๆ กันหมูบ้านเล็กของบ้านเราได้เรยนะ เคืองฮ่ะ)
    ยังมีอีกนะ เพราะเรื่องนี้เป็นวัฒนธรรมของอเมกันชนเรย บ้านคนที่นี่ ไม่มีการปิดแอร์เยี่ยงเดียวกัน อพาร์ตเม้นท์ให้เช่าหลายๆ แห่ง ค่าเช่านี่ ออลบิลเพด นะ ฉะนั้นคนที่นี่ไม่สำนึกที่จะเปิดปิดกันจิง

    เราอยากให้เค้าไปเห็นมาตรการช่วยชาติประหยัดพลังงานของเมืองไทยมากๆ แต่ทำได้แค่บ่นเนี่ยล่ะ (และแอบปิดของบางอย่างให้ที่แล๊บ)

  5. Phan August 10, 2007 at 10:45 pm #

    อ่านแล้วอยากคอมเมนท์

    เท่าที่อยู่ซีแอตเติลมาแล้วรู้สึกว่าจะดีกว่าชิคาโกนะสำหรับเรื่องที่ดี้เขียนน่ะ หนึ่ง อยู่อพาร์ตเมนท์ต้องแยกขยะไม่งั้นโดนด่าโดยแลนด์ลอร์ด
    (เข้าใจว่าแกจะโดนด่าจากคนเก็บขยะก่อน)

    สอง หาอพาร์ตเมนท์ที่ออลเพดยากมากฮ่ะ
    ส่วนใหญ่ค่าไฟจะต้องจ่ายเองละแพงมาก T-T แต่อันนี้สำหรับที่อยู่อาศัย พวกตึกสำนักงาน ร้านค้า เห็นอยู่เหมือนกันว่าไม่ปิดไฟเลย มองออกไปเมืองมันสว่างไสวดีจริง แต่แอร์น่าจะปิดนะ ส่วนแลบไม่ปิดใดๆเลยเหมือนกัน ทั้งวันทั้งคืน

    สาม สุดท้ายพับลิคทรานสปอร์ตเทชันดีพอสมควร สำหรับเมืองในเมกา แต่เป็นรถบัสนะ ใต้ดินไม่มี – – ยังไปไหนไกลๆลำบาก แต่ถ้าในตัวเมืองและรอบๆโอเคดี คนใช้จักรยานก้อเยอะ ถนนโล่ง อันนี้คิดว่า เพราะซีแอตเติลคนน้อยกว่าชิคาโกเยอะ ชิคาโกมันหย่ายยยมากหนิ

    พูดถึงเรื่องแยกขยะอีกหน่อย ตอนที่ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ชนบท(จริงๆ)
    โฮสต์แฟมิิลิซีเรียสเรื่องนี้มากนะตั้งแต่เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ตอนนั้นยังคิดว่าเป็นเรื่องปกติของคนเมกันซะอีก

    เคยอ่านจากที่ไหนซักแห่งว่าคนเมกันใช้ทรัพยากร
    เฉลี่ยตัวหัวมากกว่าคนชาติอื่นห้าเท่า!!

  6. DeeDee August 11, 2007 at 9:07 pm #

    เคยอ่านเจอเหมือนกันว่าคนเมกันใช้ทรัพยากรต่อหัวเยอะกว่าประเทศอื่น แต่จากที่เห็นใช้ของทิ้งขว้างก็ไม่แปลกใจ ยิ่งของพวกอิเลคทรอนิกก็ถูก ใช้ทิ้งขว้างได้สบายๆเลยนะนั่น

    เพิ่งได้ยินเมกันแยกขยะจิงๆนะเนี่ย ดีงาม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: