First time: Korea

26 Oct

มาอีกแล้ว กับบลอกยาวๆ พร้อมรูปเยอะๆ ใครเหนื่อยกะการอ่าน ก็แบ่งภาคกันเองฮ่ะ
ไปประชุมที่เกาหลีมา เป็นเวลาห้าวัน ตอนแรกไม่อยากไปใดๆ แต่พอไปแล้วก็ยังไม่อยากกลับ ถือเป็นเมืองหลวงอีกที่ ที่น่าไปในเอเชียสำหรับเรา

contraindication เอนทรี่นี้ ไม่เหมาะสำหรับหญิงที่เพิ่งอกหักจากผัวเกาหลี เพราะอาจจะเกิดอาการรำลึกถึงความหลัง ตามด้วยอาการซิมเศร้าได้ (แต่เดือนหน้าก็จะมานี่นา)

เพิ่มรูป โปสเตอร์ไพร่ๆ ไก่เพิ่งส่งมาให้ฮ่ะ

DSC01493.JPGDSC01508.JPGDSC01499.JPG
โปสเตอร์ไพร่ๆ


บอกคร่าวๆก่อนว่า ไปครั้งนี้ เพื่อไปพรีเซนท์งานฮ่ะ เป็นงานระดับเอเชีย เราเอาโปสเตอร์ไปพรีเซนท์ โดยมีจากแลบเรา 3 โปสเตอร์ มีของ เรา พี่อ้อใหญ่ และก็ ไก่ ส่วนอาจารย์ไปพูดและเป็น chairperson ใน session นึง งานนี้เป็นงานประชุมอินเตอร์ครั้งแรกของเรา (ไอแอฟไม่นับฮ่ะ นั่นเป็นงานเด็กน้อย) ซึ่งสร้าง first impression ที่ดีให้กับเรามากกกก ตั้งแต่บอกว่าจัดที่ JW Mariott Hotel เราก็ลากกระเป๋าเข้าแมริออทไปตอนตีห้า พยายามถามหางานนี้ พนักงานก็เอ๋อกันสิ้น งานอะไรไม่รู้จัก เราก็แบบ กรี๊ดๆๆๆ ชั้นจะไปไหนดีตอนตีห้า ปกิส…ค้นพบว่า งานมันอยู่ที่ตึกติดกันกับแมริออท แล้วจะอ้างชื่อแมริออทหาอะไรเนี่ย และปกิส…มีอีกหลายคนที่หลงลากกระเป๋าเข้าแมริออทเหมือนเรา ก่อนมา พี่เพ็ญเซ่ด กระเป๋าว่างๆน่ะดีแล้ว ขากลับจะได้ขนของกลับมาเยอะๆ เพราะจะมีของแจกมากมาย พอไปถึง…นี่อะไร มีแต่กรงหนู กรงหมา แจกก็ไม่แจก ไม่มีใดๆเรย ส่วนโปสเตอร์ที่มาแปะๆกัน ตอนแรกก็ไปเดินแปะกะไก่ฮ่ะ เพราะตอนแรกเจอกันแค่สองคน ไก่เห็นของคนอื่นแล้วก็แทบช็อค ต้องบอกก่อนว่า โปสเตอร์จากแลบเราเนี่ย จะทำเป็นโปสเตอร์แผ่นใหญ่บิ๊กเบิ้มดีงาม แล้วเตรียมซีรอกซ์แผ่นเล็กๆมาแจกสำหรับคนที่สนใจด้วย สีสัน ขนาดตัวหนังสือ ก็ต้องแก้ให้ดูดีที่สุด พอเห็นของที่อื่น (เช่น เกาหลี และ ญี่ปุ่น) มากันเป็น powerpoint ฮ่ะ เป็นแผ่นๆ A4 เรยฮ่ะ แล้วเอามาแปะต่อกันบนบอร์ด เข้าใจว่าเป็นเทรนด์ใหม่สำหรับยุดประหยัดและพกพาง่ายมั้ง มีทั้งแบบปรินท์สีสวยงามพร้อมเคลือบทีละแผ่น ไปจนถึงปรินท์ขาวดำบ้านๆ แปะด้วยสก็อชเทปใสจะหลุดไม่หลุดแหล่ ตอนแรกไก่บ่นถึงความอนาถใจเมื่อเทียบกับงานอินเตอร์ที่อืื่น เราก็คิดว่าไก่คงจะต้องเวอร์ๆตามประสา แต่พอพี่อ้อมา ก็ช็อคไม่แพ้กันฮ่ะ พออาจารย์มาอีกคน ก็มาชี้ชวนกันดูความอนาถใจกันเป็นที่สนุกสนาน มีจากอินเดีย อิหร่าน พวกนี้ทำเป็นโปสเตอร์แผ่นใหญ่ฮ่ะ มีตังค์ปรินท์ฮ่ะ แต่ไม่มีตังค์ซื้อกระบอกใส่โปสเตอร์ฮ่ะ ก็เลยต้องพับมา เห็นเป็นรอยพับเยินๆเชียว มีหลายอันที่ไม่เข้าใจขนาดโปสเตอร์ที่เค้ากำหนด (เค้าเขียนงงจริงๆนะ) เค้าบอกมาว่า กว้าง 90 cm ยาว 250 cm แต่เวลาทำจริงๆน่ะ เอาแค่ 90×120 cm ก็พอ หลายอันไม่รู้ฮ่ะ ทำเต็ม 250 ลากพื้นมาเรย บางอันหนักกว่านั้น ทำมา ‘120×90’ cm สงสัย แปลคำว่า height กะ width ไม่ออก พอเวลาแปะก็เลยแปะตะแคงฮ่ะ คนอ่านก็ต้องตะแคงคออ่านตาม ก็ถือว่าเป็น first impression สำหรับงานอินเตอร์ที่ดีจิงๆ

รถไฟใต้ดิน
รถไฟที่นี่มีหลายสายมาก ประมาณ 11 สายมั้ง แต่พฤติกรรมคนบนรถไฟสิ ประหลาดมาก ปกติที่เคยเห็น คนบนรถไฟจะไม่สนใจกัน ไม่มองกันเท่ากัน ต้องเหลือบๆแอบๆมอง แต่คนที่นี่ ใครทำอะไรก็ชอบมองฮ่ะ มองตามด้วยนะ ยุ่งเรื่องชาวบ้านมากๆ ตอนหลังก็เลยทำมั่ง อิอิ เจอเรื่องประหลาดบนรถไฟก็เยอะ พอประชุมเสร็จ วันที่สาม พรสรร ก็มาเที่ยวด้วย ก็ลากกระเป๋าขึ้นรถไฟเพื่อเปลี่ยนโรงแรม พอขึ้นไปถึง เราก็ยืนกันคนละประตูแต่ตรงข้ามกัน ตรงพรสรรก็มีอาม่าคนนึงชวนพรสรรคุย แต่ดูเค้าแปลกๆนะ ที่หัวเค้าเหมือนมีรอยเลือดสดๆเป็นหยดเลย แต่อาม่าก็พูดจาร่าเริงปกติดี พออาม่ารู้ว่าพรสรรพูดยี่ปุ่งได้ ก็เข้าทางฮ่ะ ชวนคุยใหญ่เรยฮ่ะ เนื่องจากที่เกาหลี ภาษายี่ปุ่งเป็นภาษาประจำชาติ ไปไหนๆก็มีแต่คนพูดยี่ปุ่งใส่ คุยกันไปซักพัก อาม่าก็กวักมือเรียกเรา เราก็งงๆแต่ก็เดินไปคุยด้วย ก็ถามนู่นถามนี่ ก็ฟังไม่ค่อยออกอ่ะนะ จับได้แต่ว่า 男 (ชี้อีพร)、女(ชี้เรา)、二十四歳、結婚する、大丈夫 (แปลได้ว่า ผู้ชาย ผู้หญิง อายุ 24 แต่งงานกันได้แล้วจ้ะ) แล้วอาม่าก็โอซีดีพูดซ้ำๆไม่เลิก เราก็แบบ first impression อะไรประหลาดๆอีกแล้ว หลังจากนั้นเลยต้อง inhibit อีพรห้ามพูดยี่ปุ่งแล้ว มีใครแปลกๆให้พ่นอังกิดเท่านั้น แล้วจะหายหน้าไปในบัดดล อีกหนนึง เจอลุงคนนึง ประหลาดอีกแล้ว เที่ยวเดินคุยกะคนไปทั่วรถไฟ บางทีก็ไปตีขาผู้ชายคนนึงเฉยเลย เดินไปอีกหน่อย มีเด็กวัยรุ่นผู้หญิงสามคนยื่นคุยกัน ลุงก็ไปบอกให้คนนึงลงไปนั่งที่เบาะ แล้วก็พล่ามอะไรไม่รู้ใส่เด็กคนนั้นใหญ่เลย ส่วนเพื่อนที่เหลืออีกสองคน ก็เพื่อนกินมากฮ่ะ หลบมายืนหัวเราะคิกคักกันสนุกสนาน ซักพัก ลุงก็เบื่อ เดินไปเล่นที่ตู้อื่นต่อ ก็นึกว่าไปแล้วไปลับ ซักพักวนกลับมาใหม่ คราวนี้มายืนหน้าเรากะอีพรฮ่ะ ก็พล่ามอะไรมากมาย หนูก็ฟังไม่ออก ลุงเบื่อ ลุงก็ไป สงสัยวันๆคงจะหาคนเล่นอย่างนี้ไปเรื่อยมั้ง ตอนแรกนี่ให้ฟีว densha otoko (แชทรักหนุ่มรถไฟจ้ะ) มาก นี่ถ้าลุงลวนลามใครซักคน คงได้เป็นละครต่อแน่ๆเรย

ของประหลาดยังไม่หมดแค่นี้ นึกสภาพรถทัวร์ รถไฟชั้นสามเมืองไทยออกมะ ที่จะมีคนเอาของขึ้นมาขายเวลาจอดแวะตามป้าย ที่นี่ก็มีฮ่ะ แต่มีในรถไฟใต้ดินฮ่ะ แต่จะเป็นของใช้นะ เพราะว่าของกินห้ามกินบนรถไฟ ก็จะมีคนลากกระเป๋าใบใหญ่ๆเข้ามา แล้วก็หยิบของขึ้นมาพูดโฆษณาขายตรงกลางตู้ คนก็ทำท่าไม่สนใจ เราก็รู้สึกอายแทน แต่ซักพัก พอพูดจบ ก็มีคนกวักมือเรียกเอาฮ่ะ แบบว่าไม่น่าเชื่อ จะขายกันได้ด้วย แต่มันก็ถูกมากๆอ่ะ ที่เจอขายได้เยอะ เป็นที่นวดหลัง อันละ 1000 วอนเอง (ราคาต่ำสุด เหมือนกะ 100 เยนที่ยี่ปุ่งอ่ะ) อีกคนเข้ามาพร้อมกะวิทยุอันเบ้อเริ่ม ขายซีดีเป็นเจ๊ทฮ่ะ อันนี้ก็ดูท่าขายไม่ได้ คนขายก็ดูจ๋อยๆเหมือนเตรียมจะลงไปเอาขบวนอื่นแระ แต่อยู่ดีๆก็มีคนกวักมือเอาฮ่ะ เห็นอย่างนี้แล้ว รู้สึกคนที่นี่ขยันทำมาหากินกันดีนะ แถมยังมีกลยุทธ์ที่จะขายอีก ขอแค่มีความหน้าด้านก็พอแล้ว

bibimbub
บิบิมบับ ที่เกาหลีฮ่ะ เครื่องเคียงรอบๆก็มากมาย

IMG_0515.JPG
หมูสามชั้นย่าง อย่าลืมต้องห่อผักฮ่ะ เห็นผู้หญิงข้างๆ เธอใช้ตะเกียบห่อ และใช้ตะเกียบคีบเข้าปากฮ่ะ (บ้านๆอย่างเรา ก็ใช้มือห่อเป็นเมี่ยงเท่านั้นฮ่ะ) เธอสามารถมากๆ คนอื่นอาจจะคิดว่าง่าย แต่ในห่อ นอกจากหมูแล้ว ต้องใส่กิมจิด้วยนะ และกิมจิที่นี่ ใบผักกาดขาวก็ใหญ่จะตาย รวมๆแล้วชิ้นเบิ้มมาก ห่อแล้วยังคีบได้เนี่ย ก็อะเมซซิ่งแล้ว เวลากิน เธอต้องเล็งแล้วเล็งอีก ว่าจะกินมุมไหน ถึงจะเข้าปากพอดี เผอิญเธอมากะแฟนฮ่ะ เลยเข้าใจว่าเวลามาเดท ต้องกินกันแบบนี้ค่ะ

Bulgogi
อันนี้คือ บุลโกกิ หน้าตาสุกี้เนอะ
กิน กิน กิน และ กิน
ช่วงอยู่กะพรสรรนี่กินทั้งวันจิงๆนะ ตอนกลางคืนก็ค้องหาคมบินี (convenient store ที่นี่มี family mart มากกว่า 7-11) ซื้อน้ำซื้อนม โยเกิร์ตแปลกๆของโลค่อน (local) ไปตุนไว้ ตอนเช้าตื่นมาก็กินเรยฮ่ะ จริงๆแล้ววันๆนึงอยากให้มีมากกว่าสามมื้อ จะได้กินได้เยอะกว่านี้ ขนาดนี้ยังกินกันไม่ครบที่ต้องการเลย วันแรก อาจารย์พาไปเลี้ยง คาลบี้ แปลว่า ribs (หนังสือนำเที่ยวไพร่ๆของเรา แปลว่า ย่าง!) คนเกาหลีเองไม่ค่อยกินเนื้อย่างกันเท่าไหร่นะ เค้าบอกว่าปีนึงกินซักสามครั้ง ส่วนใหญ่กินหมูคาลบี้ พอเราบอกเค้าไปว่า เพิ่งไปกินเนื้อคาลบี้มา เค้าทำท่าอะเมซซิ่งเชียว เพราะเป็นของแพง อาจารย์กะพี่อ้อเล่าว่า ก่อนหน้านี้ไปกิน บิบิมบับ มา เป็นข้าวที่ข้างบนจะโปะผักหญ้า ไข่ เนื้อสัตว์ประปราย แล้วราดซอสพริก เวลากินก็ต้องคลุกๆๆ (อีติ๊กเรียกว่า ข้าวหมา) แต่ทั้งคู่ไม่รู้ฮ่ะ ก็เลยเอาตะเกียบคีบกินเป็นอย่างๆไป และไม่เข้าใจว่าทำไมโต๊ะอื่นพอได้มา ต้องคลุกกันใหญ่ พอมากินกะเรา เค้าก็เลยไม่ค่อยอยากกินแระ รู้สึกว่าไม่อร่อย แต่พอเราคลุกให้ดู แล้วลองชิมใหม่ ถึงจะแอพพรีว่าอร่อย อีกอย่างที่สั่งคือ ซัมเกทัง หรือ ไก่ต้มโสม เป็นไก่ยัดข้าวต้มโสม กินที่เมืองไทยไปก็อร่อยดี ให้ฟีวซุปคนอร์มากๆ แต่พอไปกินที่ร้านจิง ทำไมมันรสชาติน้ำล้างจานอย่างนี้ล่ะ มันจืดมากๆ แต่แอบเอาเกลือพริกไทยเติมกันเอง พอไปอ่านหนังสือนำเที่ยวดู ถึงรู้ว่า ระหว่าง cooking process จะไม่ปรุงใดๆ แต่เวลากินจริง จะเติมพริกเกลือได้ ก็เหมือนที่เรามั่วทำเลยนี่นา อาหารที่นี่แอฟเวอรี่ใส่กิมจิสิ้น วันๆกินแต่ผักดองจนเบื่อ พวกเครื่องเคียงก็มากันอลังการ กินก็ไม่หมด รู้สกทิ้งขว้างจัง อาหารฮิตอีกอย่างคือ บุลโกกิ เป็นเนื้อสไลด์บางๆแล้วเอาไปผัดบนกระทะ แล้วเติมน้ำซุปผักหญ้า หน้าตาเหมือนสุกี้ญี่ปุ่นเลย แค่ไม่ได้จุ่มไข่ แต่เอาเนื้อมาห่อผักเหมือนเนื้อย่าง ส่วนเนื้อหมูย่างที่ได้ไปกินมา เป็นหมูสามชั้น เรียก ซัมกิ๊บซอล วิธีกินก็อีหรอบห่อผักใส่เต้าเจี้ยวเหมือนเดิม มีหลายครั้งที่เข้าไปกินร้านบ้านๆแล้วสั่งทั้งๆที่ไม่รู้ว่าคืออะไร อีพรดีแต่อ่านออก แต่ไม่สามารถแปลใดๆได้ พอออกมา หน้าตาก็ไม่ดูดี แต่ก็อร่อยดีนะ เช่น ซุปรสชาติเหมือนซุปมิโซะ แต่เพิ่มความเผ็ดตามประสาเกาหลี หรือโอโคโนมิยากิเวอร์ช่งเกาหลี จะเติมพริกเข้าไป แต่พวกนี้คิดว่าเป็นอาหารออริจิแนวที่นี่นะ แค่มีแวริเอช่ง (variation) ในหลายประเทศ เค้กที่นี่ก็อร่อยดีนะ จัดได้ว่าเกือบเทียบเท่าญี่ปุ่น ราคาพอกัน ถ้าใครได้มาเกาหลี ขอให้แอพพรีเค้กด้วยฮ่ะ

Korean cake
มีของที่ยังอยากกินแต่ไม่ได้กินคือ โอเด้ง ไม่รู้ว่าจิงๆมันเรียกอะไร แต่เราจะเรียกโอเด้งฮ่ะ เป็นของเสียบไม้ต้มๆ ถ้าดูหนังเกาหลีบ่อยๆน่าจะเคยเห็น เป็นของข้างทางบ้านๆถูกๆ ยินกินมันหน้าร้านนี่แหละ หนูอยากลองมากเลยอ่ะ แต่ไม่รู้จะเอากระเพาะส่วนไหนเอาอาหารลงไปอีกแล้ว พวกของข้างทางที่นี่น่ากินดีนะ รู้สึกว่าไม่ค่อยดูสกปรก แถมคนกินเยอะมากๆด้วย

starbucks
สตาบัต สไตล์เกาหลี เก๋ชิมิ แต่ไม่ได้ไปกินมาหรอกนะ แค่เดินผ่าน

หนูเปื่อย
อาทิตย์ก่อนมาเกาหลี เราชีวิตทรุดโทรมมาก เหนื่อยทั้งกายและใจเลยฮ่ะ มีอาการเปื่อยอ่อนๆ แต่พยายามไม่เปื่อย จนวันที่ออกเดินทาง ไฟลท์เราออกตอนเย็น แวะเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง และควรจะถึงเกาหลีซักตีห้า พอขึ้นเครื่องจากไทยไปฮ๋องกง เราก็กะหลับเต็มที่ พอกินเสร็จก็หลับเลย หลับไปได้จิ๊ดนึง ป้าฮ่องกงข้างๆก็ปลุกหนูขึ้นมากินไอติมครีโมถ้วยละ 5 บาท รสเผือกฮ่ะ (ขาจากกรุงเทพไปจะเป็นครีโม ขาออกจากฮ่องกงถึงจะเป็นฮาเกนดาซ) หนูโกดมากค่ะ แต่หนูก็กิน พอขาจากฮ่องกงไปเกาหลี เครื่องออกเที่ยงคืน หนูก็หลับทันทีเลยฮ่ะ แต่ก็โดนแอร์ปลุกมากินข้าวตอนตีสอง หนูฟังอะไรไม่ออกเลย ได้ยินแต่ beef หนูก็พูด beef เป็นรีเฟลกซ์ออกไป แล้วก็เอาข้าวเข้าปากเป็นรีเฟลกซ์ แล้วก็นอนต่อ รู้สึกว่านอนไปได้จิ๊ดนึง ก็ถึงแล้วค่ะ พอดูนาฬิกา กรี๊ดดดด นี่มันตีสี่เองนะ จะรีบถึงทำไมเนี่ย ไหนบอกว่าจะถึงตีห้าไง กลับกลอกจิงๆ ไปบินวนที่ไหนก่อนไม่ได้หรอ หนูยังง่วงอยู่เลย ถ้าเทียบเป็นเมืองไทย มันเพิ่งจะตีสองเอง สรุปคืนนั้นไม่ได้นอนใดๆ บวกกับอาการเหนื่อยเปลี้ยก่อนมา หนูก็เยินสิคะ เปื่อยมันตลอดการเดินทาง ช่วงประชุมไม่ค่อยเท่าไหร่ เป็นหนัก แต่ว่าแอบหนีกลับมานอนได้ กะว่าอีพรมาจะได้หายเปื่อย แล้วไปแรดได้ ปกิส ไม่หายค่ะ เยินๆอย่างนั้นจนวันสุดท้าย อีพรก็ใจร้ายมากค่ะ หนูเปื่อยยังไง ก็ยังลากหนูเดินนู่นเดินนี่ หวังว่ากลับถึงเมืองไทยจะหายสนิทนะ

Seoul Night time
โซลยามค่ำคืน ถ่ายจากดาดฟ้าโรงแรมฮุนได เห็นโซลทาวเวอร์ด้วย

โรงแรม
อยู่เกาหลีห้าวัน แต่เปลี่ยนไปสามโรงแรมฮ่ะ ที่จะชื่นชมคือ hyundai residence ชอบมากๆเลยอ่ะ แต่กว่าจะหาเจอก็งอแงใส่อีพรไปหลายรอบอยู่ แบบว่าต้องลากกระเป๋าเดินหาบนที่ขรุขระ วนอยู่นานมาก เลยไปถามตำรวจที่สถานีตำรวจ ตำรวจวิ่งถามกันเองซักพัก ก็ไล่พวกเราขึ้นรถตำรวจ แบบว่า…ขับรถตำรวจไปส่งให้ถึงที่เลยฮ่ะ ทำไมใจดีอย่างนี้เนี่ย สภาพข้างในห้องก็ดีงามเชียว เสียดายลืมถ่ายรูปมา เริ่มจากประตูเข้า ถ้าใครดู kim sam soon จะเห็นพระเอกอยู่ห้องหรูไฮโซ ต้องกดโค้ดก่อนเข้า มีอินเตอร์คอมให้เห็นหน้าก่อนเข้า แต่ห้องบ้านๆของเราก็มีฮ่ะ ดูไฮโซทันตา ในห้องก็มีครัวมีเครื่องซักผ้าให้พร้อม (อีพรเห็นเครื่องซักผ้าแล้วเกิดอาการคุณแม่บ้านเข้าสิง อยากซักผ้าอีกแล้ว) ราคาห้องก็ถูกกว่าที่เราไปอยู่โรงแรมก่อนหน้าอีก เพราะมันเป็นสไตล์ห้องพักให้อยู่ระยะยาวได้ แถมใกล้แหล่งหลอกลวงนักท่องเที่ยวด้วย คืนสุดท้าย ไปนอนที่ incheon เมืองที่มีสนามบินน่ะ เพราะอยากแรดนอนห้องแบบ traditional korea หรือที่เรียกว่า ondol มันจะเป็นฟูกนอนที่พื้น แล้วมีเครื่องทำความร้อนติดอยูใต้พื้น ก็พยายามงมหาอยู่นาน ว่าจะทำไงให้พี้นร้อน แต่ยังไงๆก็ไม่มีปุ่ม เลยคิดว่ามันคงไม่ถึงฤดู ก็เลยเหมือนมานอนกล้ิงเกลือกบนฟูกเฉยๆ อะเมซซิ่งโรงแรมนี้อีกอย่าง มินิบาร์เค้าเป็น e-bar คือ เป็นตู้ให้หยอดเหรียญตั้งอยู่ในห้องเลยฮ่ะ อยากได้อะไรก็กดเอา แต่ที่เกลียดคือ ไฟตู้เป็นสีน้ำเงินสว่างโร่มาก พอจะปิดไฟนอน ตู้นี่ก็สว่างจ้าแยงตามาก จนต้องเอาผ้าห่มไปคลุมมันไว้ทั้งคืน อยากรู้ว่าเจ้าของความคิด e-bar นี่คิดยังไงถึงเอาตู้แบบนี้มาใส่ในห้องนอนเนี่ย

e-bar
e-bar

ครัวจังกึม
ครัวจังกึม และอาหารปอมๆ

จังกึม
จริงๆหนูก็ใส่ชุดจังกึมด้วยแหละ แต่ไม่เอารูปลงหรอกฮ่ะ เขิน อิอิ เอารูปอีพรไปดูคนเดียวละกันนะ อีนี่น่าจะชอบมากกว่าเขิน (ตอนแรกอีพรเซ้าซี้อยากใส่มาก พอจะพาไปใส่จริง อีนี่ก็บ่นเขินๆ พอวิ่งๆถ่ายรูปกัน แล้วมีทัวร์จีนลง คนก็มองเราสองคนใหญ่เลย อีพรก็บ่นเขินๆๆอีก หนูละเบื่อ)
จังกึม
เนื่องจาก อีพรบ้าจังกึมมากๆ เลยรีเควสท์ว่าต้องไปโรงถ่ายจังกึม ซึ่งเป็นของช่อง MBC (ช่องนี้ทำเรื่อง กุง หรือ princess hours ด้วยนะ) ก็ต้องนั่งออกไปนอกเมือง แล้วไปต่อรถเมล์ ซึ่งมีอยู่สายเดียวเท่านั้น และสายนั้นก็ไม่ใช่ว่าทุกคันจะไปจังกึม ต้องถามคนขับเอาว่าไปรึป่าว ยืนรออยู่ชาติกว่า อีพรก็อ๊ายอาย ต้องคอยวิ่งถามทุกคัน เลยรู้สึกว่ามีแค่เราสองคนใช่มะเนี่ย ที่ไร้สติอยากดูจังกึม แต่พอรถจริงมา เห็นเจ๊ทไต้หวันญี่ปุ่นจากไหนไม่รู้ มาแย่งขึ้นรถใหญ่เลย อีพวกนี้ยืนรอเนียนมากๆ ไปหลบอยู่ที่ไหนมา แถมรู้อีกนะว่าต้องเป็นคันนี้ ขากลับจากจังกึมก็พอกัน นั่งรอรถเมล์แบบไร้เป้าหมายอยู่ชม.นึงเต็มๆ รถถึงจะมา สรุปว่าวันนั้นไม่ได้ทำใดๆเลยนอกจากรอรถ ส่วนจังกึมก็เก๋ดีนะ ปนความอนาถใจ เก๋ที่เห็นบ้านเป็นบ้าน พร้อมมีป้ายปัก ว่าตรงนี้ถ่ายฉากไหนบ้าง แต่ที่อนาถใจคือ บ้านเล็กกระจึ๋งนึง คงเป็นสเกลสำหรับถ่ายหนังม้ัง แล้วใช้มุมกล้องช่วยให้ใหญ่ ตำหนักคนนั้นคนนี้ เดินไปจิ๊ดนึงก็ถึงแระ ตรงนี้มีครัว ไปอีกสามสี่ก้าวก็เป็นคุกแระ เดินไปอีกหน่อยเป็นนอกวังละ และที่ที่เดียว ขนาดเท่าแมวดิ้นตาย สามารถรีไซเคิลถ่ายได้ไม่รู้กี่ฉาก โดยที่คนดูอย่างเราไม่เห้นจะรู้เลย อย่างครัวเนี่ย ในละครดูแกรนด์มากๆ แต่พอของจริง ทำไมมันมีแค่นี้เนี่ย หนูเสียใจ ไม่น่ามาเผชิญความจริงเลย มีโซนเรื่องหมอโฮจุนด้วยนะ แต่ไม่เห็นมีคนเลย และมีแต่ส่วนนอกวังด้วย หรือว่าส่วนในวังเค้าแชร์กะจังกึม มีโซนนึง ให้เช่าชุดในละครวิ่งถ่ายรูปได้ด้วย เราก็เอาชุดขาวแดงฮ่ะ เลือกเพราะสีฮ่ะ แล้วถึงรู้ว่าเป็นชุดจังกึมตอนเป็น แดจังกึม แล้ว อีพรก็เอาชุดมินจุงโฮ แล้วบ่นเขินๆตลอดตามประสา ท้ังๆที่เป็นคนดี๊ด๊าอยากใส่ มีป้าบางคนใส่ชุดซังกุงด้วยนะ (หรือว่าฮองเฮาไทเฮาก็ไม่รู้) ต้องใส่วิกผมเปียด้วย ท่าทางหนักหัวเชียว

goong
หน้าวังฮ่ะ มีโชว์ทหารสับเปลี่ยนเวรยามเป็นรอบๆ ทหารเดินสวนสับเปลี่ยนกันบ่อยมาก

royal chimpney
ทายซิ อะไรเอ่ยเป็น royal chimney ฮ่ะ ปล่องไฟจากเตาผิงฮ่ะ อยู่นอกตัวบ้าน งามๆแบบนี้ต้องเป็นของฮ่องเต้ ฮองเฮา แอนด์ คอนคูไวน์ (เดาว่า แปลว่า เมียน้อย (นางสนมก็ได้จ้ะ) แต่หนูเปิดดิคไม่เจอว่าสะกดยังไง ไกด์พาเดิน เค้าพูดคำนี้บ่อยมากเลยค่ะ ใครรู้ก็ช่วยบอกเป็นวิทยาทายหน่อยฮ่ะ)

king
เดินๆอยู่ มีฮ่องเต้เดินผ่านด้วยฮ่ะ ให้ฟีวเหมือนในหนังจังเรย เราเป็นข้าไพร่ชั้นผู้น้อย แล้วอยู่ดีๆก็มีคนใหญ่คนโตเดินผ่าน ต้องหลึกทางให้
กุง
กุง = วัง ไปวังมาหนึ่งวัง ก่อนมาเนี่ย มีแต่คนบอกว่า มาเกาหลีจัสท์มาดูวังกะมากิน และวังก็จัสท์มาก ของไทยอลังการกว่าเยอะ เราก็เลยไม่คาดหวังมาก ขอไปเหยียบซักวังก็พอใจแล้ว แต่พอไปถึง เราก็ชอบนะ มันเรียบๆแต่ดูเงียบสงบดี (ถ้าไม่มีทัวร์เด็กน้อยลง) เห็นว่าวังเกาหลีจริงๆแทบไม่เหลือ เพราะโดนยี่ปุ่งเผาสิ้น ประเทศนี้น่าสงสารนะ โดนจีนอินเวดมั่ง เดี๋ยวก็ยี่ปุ่งอินเวดมั่ง (จนยี่ปุ่งกลายเป็นภาษาประจำชาติไง) วังก็แทบไม่เหลือซาก ยังดีเค้าบูรณใหม่ซะงามเชียว วันที่ไป มีทัวร์เด็กน้อยลงฮ่ะ เข้าใจว่า เด็กประถมทั่วเกาหลีต้องเลือกมาวันนั้นฮ่ะ หนูไม่เข้าใจค่ะว่าทำไม เพราะเด็กเยอะมากๆ ทัวร์จีนแพ้เรยค่ะ แถมเด็กตัวเล็กๆที่ดูยังไงก็น่าจะเป็นเด็กอนุบาล ก็ยังมาค่ะ แบบว่าคุณครูลากมาค่ะ เด็กน้อยก็ปีนป่ายวังกันสนุกสนาน หนูสงสัยว่า ครูที่นี่เค้าคิดอะไรอยู่เหรอคะ ถึงให้มาตั้งกะอายุเท่านี้ หรือว่าอยากให้ซึมซับความรักชาติแต่เด็กน้อย แต่ก็น่ารักดีนะ บางโรงเรียนให้เด็กใส่ชุดประจำชาติมาวิ่งเล่น กิ๊บเก๋เชียว

field trip
ทัวร์เด็กน้อย ยั้วเยี้ยเชียว

รายการทีวีเสื่อมๆ
วันที่ยังอยู่กะพี่อ้อ เราก็เปิดดูทีวีเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ จนห้าทุ่มกว่า ไปเจอช่อง MBC (ช่องจังกึมนะแหละ) ก็เริ่มเห็นอะไรแปลกๆ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงถอดเสื้อผ้าหมด เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงจูบกันเองแล้วผู้ชายก็โผล่มา เอ๊ะ ทำไมต้องขย่มกันด้วย กรี๊ดดดดดดดดดด นี่มันรายการเสื่อมๆนี่ เอากันตั้งกะห้าทุ่มเลยเหรอ เมื่อตอนสี่ทุ่มกว่ายังเป็นละครอยู่เลยนะ ถ้าที่ญี่ปุ่นต้องหลังเที่ยงคืนนะ และถึงเสื่อมยังไง ก็จัสท์เป็นละครที่เปิดแค่ท่อนบน หรือเป็นเกมโชว์ออกแนวลวนลามไอดอล (หรือมีมากกว่านี้แต่หนูไม่เคยเจอ) พี่อ้อบอกว่าที่เยอรมันก็ไม่โชว์อะไรมากมาย แต่ทำไมที่เกาหลีนี่ ขย่มกันจะๆอย่างนี้เลยเนี่ย นี่ถ้าโคลสอัพเข้าไปหน่อยคงกลายเป็นหนังโป๊ไปแล้ว แต่เราไม่ได้ดูอะไรมากนะ เห็นพี่อ้อรีบเอามือปิดตา เลยรีบเปลี่ยนช่องให้ฮ่ะ ถ้าใครมีโอกาสได้แวะเวียนไปและอยากดู ก็เปิดไปช่อง MBC วัีนอังคารห้าทุ่มฮ่ะ (วันอื่นไม่เจอแล้วฮ่ะ) เพิ่งไปถามไก่มาว่าได้ดูป่าว ไก่พลาดฮ่ะ และทำท่าเสียใจมากๆๆๆฮ่ะ (เข้าใจชิมิ)

flowing river
ที่ท่องเที่ยวตอนกลางคืนใจกลางกรุงโซลฮ่ะ เป็นแม่น้ำคร่อมแม่น้ำ หนูก็ไม่รู้อะไรมากหรอกค่ะ อีพรอธิบายเล่าให้ฟังค่ะ แบบว่ารัฐบาลรื้อทางด่วนออก แล้วสร้างคลองนี่ขึ้นมา ข้างบนยังเป็ฯถนนรถวิ่งอยู่เลย แต่ข้างล่าง มีน้ำพุ น้ำตก งานศิลปะประกอบ สวยงามเชียว ยาวเหยียดเลยด้วย คนก็มานั่งเดทกันมากมายเรยฮ่ะ

bridge
ที่แม่น้ำเดิมฮ่ะ งามชิมิคะ

yonsama
ทายซิ ใครเอ่ย
ป้ามากๆ ป้าเบิร์ดน่ะ จริงๆแล้วคือ เบยองจุน พระเอก winter love song ของป้าๆแม่บ้านฮ่ะ รูปนี้สาวมากๆ
ปล. หนูเพิ่งรู้ว่า lotte เป็นของเกาหลี ลอตเต้ที่นี่มีกิจการแอฟเวอรี่
ปล. 2 รูปส่วนใหญ่มาจากกล้องอีพรทั้งนั้นเรย แต่หนูไม่ให้เครดิตหรอกค่ะ ตบมาเรยค่ะ
ปล. 3 กลับมาหนูยุ่งเหมือนเดิม เตรียมโกอินเตอของจริงฮ่ะ

10 Responses to “First time: Korea”

  1. Anonymous October 26, 2006 at 11:32 pm #

    อยากไปเกาหลีบ้างฮ่ะ แง้ๆ

    ว่าแต่เล่าเรื่องประชุมแค่ไม่กี่บรรทัดเองอ่ะ ที่เหลือมีแต่วัง+กิน หุหุ (เหมือนเราเลย)

    * P e N *

  2. ปวร October 27, 2006 at 6:45 am #

    ตายแระ ตอนนี้ก็ไปทัวร์เอเชียครบเจ็ตเรย เหลือแต่งเพียงแยง (เปียงยาง) ที่ยังไม่ได้ไป เราอยากไปมั่กๆ เกาหลีเหนือเนี่ย จะได้เจออะไรแอ๊บกว่าเกาหลีใต้สิบล้านเท่า

    คอมคิวไบน์แม่นว่าสนมจ้ะ แม่นเมียหน้อยพะเจ้าแผ่นดิน คือกัน

    พรุ่งนี้มีปาร์ตี้ฮอลโลวีนฮ่ะ ไม่มีชุดใส่ บอกอีพรส่งชุดใต้เท้ามินฯ มาให้หน่อยสิ อยากใส่

  3. [wat] October 27, 2006 at 10:24 pm #

    อ่านแล้วสนุกจัง ^^
    คอนคูไวน์ คอมคิวไบน์ concubine (ตกลงอ่านว่าไงกัน)
    น่าจะเก็บภาพช่อง MBC ที่มีคนขย่มกันมาให้ชมด้วย เหอเหอ

  4. DeeDee October 28, 2006 at 10:11 am #

    เปิดดิคแระ เป็น concubine จิงๆด้วย แล้วทำไมเราได้ยินไกด์เกาหลีพูดเป็น ไวน์ ไปได้เนี่ย มิน่าถึงเปิดดิคตามไม่เจอ

    เสียดายเหมือนกัน ที่ไม่ได้ถ่ายรูปรายการทีวีไว้ อิอิ

    ชุดจังกึมที่ใส่นั่น เช่าชุดละ 5000 วอน (เกือบสองร้อยบาท) นี่เป็นวังบ้านนอก ถ้าเป็นวังของจิงในเมือง เช่าทีเป็นหมื่นเลยนะ

  5. ปวร October 29, 2006 at 9:54 am #

    จะถามว่าก่อนไปเมกาจะแวะฮ่องฯ อีกหรือเปล่า จะฝากดูราคาของหน่อย มาตอบในเอ็มเอสเอ็นนะ

    อีนี่จะไปเมกาจริงๆ เหรอ ไม่มีคนให้ดอกด้วยอะ ช่วงธันวาฯ ไม่ไปไม่ได้เหรอ

    bine กับ wine นี่ก็ใกล้กันนิ คิดถึงภาษา ญ คำว่า unbelievable (アンビリーバブル)

  6. Anonymous October 31, 2006 at 7:59 pm #

    อาม่าคงคิดว่าแกมาฮันนีมูนแน่ๆเลย กี๊ดดดด
    อยากแดมั่งจัง ถ่ายรูปอาหารได้ดูดี(กว่าอีพร)มาก
    ว่าแต่
    โกอินเตอร์เร็วจิง!
    ว้า ไม่มีคนมาจิกไปผลาญเงินเลย
    prin

  7. Benzai November 2, 2006 at 7:15 pm #

    ดูจากรูปแล้วเกาหลีไม่มีอะไรให้เที่ยวจิง ๆ ด้วย
    ค่าครองชีพที่นั่นถูกป่าวอะ
    5000 วอน = 200 บาท
    เหมือนเงินกีบพม่าเลย

  8. Mk November 6, 2006 at 6:25 pm #

    เคยเขียนไว้เมื่อชาติปางก่อน คิดว่าไม่ค่อยมีอะไรจริงๆ คงไม่ไปอีก (มั้ง)

  9. Anonymous November 10, 2006 at 2:19 pm #

    โกอินเตอร์แล้ว โชคดีมีผัวนะดีดี้ ได้ดี(ผัวรวยแล้ว)อย่าลืมเพื่อนนะ ขอดำใหญ่ทะมึนนะจ๊ะ

  10. DeeDee November 12, 2006 at 8:35 pm #

    เอ๊ะ เม้นล่าสุดนี่ใครเนี่ย แต่ก็พอจะเดาได้อ่ะนะ คราวหลังลงชื่อด้วยฮ่ะ

    ค่าครองชีพที่เกาหลีไม่ถูกใดๆฮ่ะ แค่ถูกกว่ายี่ปุ่งฮ่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: