Sufficiency Economy

11 Jun

ใช้ชื่อซะแรดเลย จิงๆแล้วก็คือ เศรษฐกิจพอเพียง นะเอง (คลิกไปดูเวบอย่างเป็นทางการได้) พอดีได้ไปอ่านเรื่องนี้ใน เวบผู้จัดการ มา ประทับจิตมาก ข้อมูลมาจากเวบอย่างเป็นทางการนะแหละ แต่เรียบเรียงเป็นข้อความ ยาวหน่อย แต่อยากให้อ่าน ถ้าอยากบอกว่ารักในหลวง ก็อยากให้อ่าน แล้วพยายามทำตาม

ถ้าขี้เกียจอ่านที่เราเขียน ขอให้ข้ามไปอ่านข้างล่างได้เลย (เรื่อง พอเพียง จำเป็นต้องอ่านมาก!!!)

ตามกระแสช่วงนี้ซะหน่อย แต่เราอิ๊กนอริสท์แบนด์และการใส่เสื้อเหลือง (เพราะไม่มีให้ใส่) แอบเลวสงสัยด้วยว่า คนเหล่านั้นเค้าใส่ โดยรู้มั้ยว่าการรักในหลวงเนี่ย ควรจะทำตามที่ในหลวงสอนมากกว่าที่จะมาพยายามแสดงออกแบบนี้ (เราพิมพ์คำว่า เรารักในหลวง จากใจจริงไม่ออกอ่ะ ส่วนนึงก็เพราะรู้สึกว่า ยังทำตามไม่ค่อยได้ แล้วจะกล้าพูดได้ยังไง–แอนไทโซเชียว (antisocial) อีกแล้วง่ะ) แต่เราก็ประทับจิตนะ ที่เห็นคนเสื้อเหลืองเป็นแถบตอนวันที่ 9 ที่ในหลวงออกมาพูด (แอบนึกถึงเรื่อง V for Vendetta แต่นี่เป็นความจริง และทุกคนตั้งใจมากันเอง)

ก่อนจะเข้าเรื่อง ขอรายงานสภาพต่างๆในเขตพระนครช่วงนี้ซะหน่อย เนื่องจากข้าพเจ้าเดินทางซีรี่-รามาทุกวัน ก็เพ่ิงรู้นะเนี่ย ว่าการใส่เสื้อเหลืองเป็นแถบเน้นหนักเฉพาะเขตนี้ นึกว่าทั่วประเทศ ช่วงนี้ถ้าต้องการผ่านด้วยรถเมล์ ซึ่งต้องผ่านราชดำเนิน รถจะติดหนักมาก ก็คนมาถ่ายรูปดูไฟกันน่ะสิ ก็งามดีนะ (จริงๆมีรูปด้วยล่ะ ไปเดินกะโทนี่ (ไต้หวัน) มาตั้งกะสองอาทิตย์ที่แล้ว แต่มันยังไม่ส่งมาให้) แต่เราก็เฉยๆละ ไม่ว่าจะงานไหนงานอะไร เราก็ผ่านหมดละ ยิ่งตอนวันที่ 8 คนมาถ่ายรูป แล้วก็จอดรถนอนรอเวลาไปจองที่รับเสด็จวันที่ 9 กันเลย คืนวันนั้นรถติดซีเวียร์ พี่โยซึ่งไปถ่ายรูปมากะเค้าจนตีสอง เห็นบอกว่า แค่ตีสอง คนก็เต็มหน้าลานพระที่นั่งอนันตสมาคมไปครึ่งนึงแล้ว

วันที่ 9 มีซ้อมเห่เรือรอบสุดท้าย ก่อนวันจริงคือวันที่ 12 ตอน 10 โมงของวันที่ 9 เราก็ลงมาเซเว่นใต้หอ ก็แบบ เอ๊…ใคร หน้าตาแปลกๆเต็มเลย ใส่เสื้อเหลืองกันมา พอตอนบ่ายกว่าลงไปมา เสื้อเหลืองพรึ่บใต้หอเลยค่ะ ซักพักพี่เคแอ่นแฟมมิลี่ก็มาเยี่ยม เพราะอยากมาดูเห่ด้วย ระหว่างรอพี่เค เราก็นั่งห้องกลาง ได้ยินน้องรายงานสถานการณ์เป็นระยะๆ ว่าตอนนี้นะ หอชายห้ามขึ้นชั้นสองแล้ว (ปกติบุคคลภายนอกเข้าได้) ใครจะเข้าต้องโชว์บัตรเขียว (บัตรนศพ.ซีรี่) ตรงสระว่ายน้ำก็กั้น เข้าได้เฉพาะบัตรเขียว เลยมีแต่ ใต้หอชายกะหอประชี่ ซึ่งพวกคุณป้าที่มานั่งแถวหน้ารอกัน เห็นว่ามาตั้งกะ 10 โมงเช้า เราเอาพี่เคไปส่งแล้วก็หนีขึ้นหอเลย ไม่รู้ว่าตอนเวลาจิงคนจะขนาดไหน

ส่วนเมื่อวานนี้ (วันที่ 10) มีพลุกลางแม่น้ำ 20,000 ลูก เผอิญพี่โยอยากถ่ายรูป (ช่วงนี้มีแต่คนอยากเจอฮ่ะ เพราะชั้นมีประโยชน์) แบบว่ากูเกิลเอิร์ธจนได้ว่าถ่ายจากซีรี่น่าจะงามสุด (และสามารถเข้าถึงง่าย) เพราะจุดตั้งแต่สะพานพุทธถึงสะพานปิ่นเกล้า อีเมล์ก็แนะนำตึกพระศรี 100 ปีให้ เพราะเคยเซอเวย์มาแล้วว่าตึกนึ้งาม ก็จิงฮ่ะ แต่คนเต็มใต้ตึกเลยค่ะ ลิฟท์ก็เต็ม คนขึ้นไปแล้วก็ต้องลงมาด้วยความผิดหวัง เพราะต้องมีบัตรเท่านั้นถึงจะออกไปดูตรงระเบียงได้ มันมี 15 ชั้น คนก็แห่ชั้นบนๆ พี่โยเลือกชั้น 10 ฮ่ะ ปกิส ไม่มีคนเรย เราก็ปีนออกไปตรงที่เจ้าหน้าที่เท่านั้น ซักพักพี่พยาบาลเดินมา ก็ต้องใช้บัตรอภิสิทธิ์ของเราไป (ขนาดเป็นบัตรรุ่นโบราณนะ คงขอแค่เขียวๆเป็นใช้ได้ ข้าวสารควรทำของปลอมเป็นพิเศษสำหรับช่วงนี้นะเนี่ย) ซักพักก็มีพี่พยาบาลพาญาติพาหลานมาดูกันใหญ่ ส่วนอินทุอรก็มา เห็นว่ามากับหมอจบซีรี่ และเลือกไปชั้นสูง แต่มีโทรมารายงานว่าคนเยอะเชียว ซักพักโทรตามพี่เพ็ญให้ขึ้นมอไซค์มาจากคณะวิทย์ด้วย พอมาถึงตึกก็ใกล้เวลาละ ยามก็กันคนขึ้น ขึ้นลิฟท์ต้องมีบัตรผ่าน บันได้หนีไฟก็ล็อค แต่ด้วยสติปัญญาของเด็กปอเอก บวกกับถือถุงขนมมาเต็มเลย เพราะเราโทรไปสั่งซื้อเสบียง พี่เพ็ญเลยบอกยามไปว่า เยี่ยมญาติ ไปชั้น 10 เอง ยามเลยยอม ส่วนป้าๆที่เหลือก็โดนกั้นไว้ต่อไป พลุบอกว่าจะมาตอนสองทุ่มครึ่ง กว่าจะมาก็สามทุ่มครึ่ง (เรามารอตั้งกะหนึ่งทุ่ม แง้) แถมเราก็นึกว่าจะจุดพลุยาวเต็มแม่น้ำ แต่ป่าวฮ่ะ จุดแค่หน้าราชนาวี โกด มันไกลอ่ะ แต่ถ้าประกาศว่าจุดแค่ตรงนั้น คนคงแห่กันน่าดู พลุก็งามดีนะ เห็นว่ามีพลุชนะการประกวดจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นของขวัญจากจักรพรรดิญี่ปุ่นให้มา ดูแล้วนึกถึงตอนดูฮานาบิ (ดอกไม้ไฟนะแหละ) ที่ญี่ปุ่น ก็สไตล์นั้น แต่อันนี้ดูไกลไปหน่อย พลุรูปหัวใจน่ารักดีนะ เสียดายควันเยอะ แล้วลมก็ไม่มีพัดไป แต่พวกขากล้องข้างๆเรา แชะๆๆกันใหญ่ มีการตะโกนบอกโต้ดปรับกล้อง ดูซีเรียสอย่างกะสอบอะไรกันอยู่ เดี๋ยวได้รับการแบ่งปันรูปแล้วจะเอามาโชว์

ปล. ริสท์แบนด์มุมขวาบนของบลอกนี้ ไปก๊อปมาจาก suksit.com แต่หนูปรับปรุงให้มันงามอย่างปวรทำไม่ได้ค่ะ
ปล. 2 ใครอยากดูเห่เรือวันจริง ไม่ต้องติดต่อมานะคะ เพราะเราอิ๊กนอค่ะ แต่ให้เช่าบัตรเขียวได้ฮ่ะ ทำหน้าให้เหมือนๆในรูปแล้วมาเช่าไปได้ (รายได้เอาไปสมทบทุนอะไรดี)
ปล. 3 อันนี้สำหรับเด็กนอก ไม่มีทีวีเหมือนเรา โฮะๆ พรสรรแนะนำมาให้ดู เป็นโฆษณาเกี่ยวกับในหลวง (พรสรรซิกๆด้วยแหละ) in your heart, He saw his people ยังมีอีกเยอะมากมาย งานแสดงต่างๆ พลุที่เพ่ิงเล่าก็มี เข้า youtube แล้วเสิร์ชว่า king thailand
ปล. 4 ฟอเวิดข้อความข้างล่างด้วยสิ สำหรับคนชอบฟอเวิดน่ะ
————————————————————–

ตลอดระยะเวลาทรงครองราชย์ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงสร้างภูมิคุ้มกันให้พสกนิกรชาวไทย ด้วยการดำเนินชีวิตในแบบเรียบง่าย และก้าวเดินอย่างเป็นขั้นตอน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย “เศรษฐกิจพอเพียง” ปรัชญาที่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตตลอดนานกว่า 25 ปี ยังคงใช้ได้กับทุกยุคสมัย จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ปรัชญาดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ UN หรือองค์การสหประชาชาติได้ย้ำกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกว่าเป็นตัวอย่างที่น่าจะทำตาม

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ประมวลและกลั่นกรองจากพระราชดำรัสของในหลวง ซึ่งพระราชทานในวโรกาสต่างๆ รวมทั้งพระราชดำรัสอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไปเผยแพร่ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาชนโดยทั่วไป มีความว่า

“เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม และสิ่งแวดลอม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๑๗ มีความว่า “ขอให้ทุกคน มีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้”

ด้วยทรงเป็นห่วงเป็นใยราษฎร ผนวกกับทรงพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นเหมือนพีระมิดที่มีรากฐานอันแข็งแกร่ง พระองค์ทรงทุ่มเทการพัฒนามนุษย์รอบด้าน และทรงช่วยแก้ปัญหาความยากจนอย่างเป็นระดับขั้นตอน ดังนั้น ในปีแห่งการเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี โคฟี่ อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้เดินทางมาเมืองไทยเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่ในหลวงของปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ทางองค์การสหประชาชาติ ได้เห็นพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอด 60 ปี ของการครองสิริราชสมบัติ ที่เป็นความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์รอบด้าน โดยไม่ทรงเลือกเชื้อชาติ ศาสนา เป็นพระราชกรณียกิจที่สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาประชาชนอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ทั้ง คุณภาพชีวิต การศึกษา การแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ยาเสพติด โดยเฉพาะ โครงการพระราชดำริการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งเป็นการช่วยเหลือทั้งประชาชนในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ซึ่งประเทศอัฟกานิสถานได้แสดงความสนใจจะนำแนวพระราชดำริไปปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ เรื่องที่เลขาธิการ UN เน้นมากคือ เศรษฐกิจพอเพียง โดยเห็นว่าเป็นการดำเนินชีวิตสายกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะคลี่คลายความขัดแย้งในโลกปัจจุบันที่มีปัญหา มีการใช้ความรุนแรง และเป็นสิ่งที่ UN ธนาคารโลก และทุกองค์กรระหว่างประเทศ ได้ย้ำกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ว่าเป็นตัวอย่างที่น่าจะทำตาม

ในขณะที่ต่างประเทศได้น้อมรับพระราชดำรัส เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปปฏิบัติ แต่ทว่า ในสังคมของไทยยังยึดติดกับวัตถุนิยม เมื่อทุกคนหลงใหลในวัตถุราคาแพง เห็นว่าเป็นของจำเป็น ปัญหานี้จึงโยงไปถึงความวุ่นวายทางสังคม ตั้งแต่คนระดับรากหญ้า ไปจนถึงข้าราชการ นักการเมือง ทุกคนต่างบอกว่ารักในหลวง เห็นในหลวง แต่กลับไม่มองท่าน ไม่เดินตามรอยท่านเลย

พระองค์ไม่ได้เพียงแนะแนวทางให้พสกนิกรปฏิบัติอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังทรงปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ทรงสอน ทรงนำทางให้ชาวไทยได้เข้าใจคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย หากใครที่เลือกดำเนินชีวิตตามรอยเท้าพระองค์ และมองพระองค์ให้ทะลุ คงรู้ว่าในหลวงของเราที่อยู่เหนือชาวไทยทุกคน ได้ใช้ชีวิตบนทางสายกลาง ประหยัด อดออม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทรงงานอย่างขยันขันแข็งบนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริต เป็นแบบอย่างของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง

ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 ไว้ว่า“ให้พอเพียงก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ”

ความพอเพียงที่พระองค์ทรงปฏิบัติเพื่อเป็นตัวอย่างให้ชาวไทยนั้น อยู่ในทุกขั้นตอนของการดำเนินชีวิต ตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ ครั้นประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สมเด็จพระบรมราชชนนีพระราชทานเงินให้ใช้แต่พอสมควร พระองค์ทรงรู้จักคุณค่าของเงิน และทรงรู้จักหาเงินอย่างสุจริต แม้พระพี่เลี้ยงอยากถวายเงินพิเศษให้ เพื่อจะได้ใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย แต่ก็ไม่ทราบจะถวายอย่างไรดี วันหนึ่งเมื่อจักรเย็บผ้าของพระพี่เลี้ยงชำรุด พระองค์ทรงอาสาซ่อมให้จนจักรเย็บผ้าใช้การได้ พระพี่เลี้ยงจึงได้โอกาสทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินค่าซ่อมจักรให้เพื่อเป็นการตอบแทน

นอกจากนั้นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ของการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงของพระองค์ท่าน ก็ได้มีผู้สนองใต้เบื้องพระยุคลบาทนำมาถ่ายทอดให้ฟังอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าของใช้ส่วนพระองค์ล้วนเป็นของธรรมดา อาทิ แปรงสีฟันและยาสีฟันฟลูโอคารีล ที่พระองค์ทรงม้วนหลอดจนหมด สบู่เหลวยี่ห้อบาเดคาสก็ทรงใช้จนหยดสุดท้าย พระองค์ทรงใช้มีดโกนและใบมีดยี่ห้อยิลเลตต์เฉกเช่นผู้ชายทั่วไป และแชมพูสระพระเกศาของทอสก้า 8711

นาฬิกา “ยี่ห้อใส่แล้วโก้” ที่พระองค์ทรงเรียกของพระองค์เองราคาไม่กี่ร้อยบาท เป็นสิ่งเตือนใจคนไทยได้เป็นอย่างดีว่า คนที่ต้องพึ่งเฟอร์นิเจอร์แพงระยับมาประดับนั้น เพราะไส้ในไม่มีอะไร มีแต่เปลือก ในขณะที่ผู้ที่มีครบทุกอย่างแล้ว มีความพอแล้ว ไม่สนใจสิ่งของเหล่านี้

แม้กระทั่งฉลองพระบาทของพระองค์ก็เป็นผ้าใบยี่ห้อเดียว ราคาไม่กี่ร้อยบาท ที่ทรงก้าวพระบาทอย่างสม่ำเสมอมาตลอด 59 ปี ก็ไม่อาจทำให้ข้าราชบริพารที่ประดับเพชรแพรวพราว รองเท้าแพงลิบก้าวตามได้ทัน

ยามที่พระองค์ทรงเครื่องใหญ่ หรือตัดผม ก็ทรงอย่างคนธรรมดาสามัญทั่วไป เริ่มต้นตามแบบโบราณด้วยการใช้พระแสงกรรไกรขลิบกระเกศาพอเป็นพิธี ก่อนใช้ตะไกรบัตตะเลี่ยน ใช้เวลาในการทรงประมาณ 15-20 นาที ย้อนไปในปี ๒๕๐๑ ชุบ แย้มเพกา ผู้ถวายงานรับใช้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากความชราภาพ พระองค์ก็ไม่มีกระแสรับสั่งให้ใครถวายงานแทน ขณะนั้นหลายคนเข้าใจว่า อาจจะทรงเครื่องใหญ่ด้วยพระองค์เอง แบบใช้พระหัตถ์ถือกระจก เช่นเดียวกับการสระพระเกศา ที่ทรงเองมาโดยตลอด อีกทั้งยังโปรดจะไว้พระเกศาให้ยาวเผื่อตัด 5-6 สัปดาห์ต่อครั้ง

นอกจากของใช้ส่วนพระองค์แล้ว กิจวัตรประจำวันที่พระองค์ทรงโปรดปรานแต่หากสร้างความเดือนร้อนให้กับผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม พระองค์ก็ทรงเลิกทำ อย่างเช่น เมนูหูฉลาม ที่พระองค์ทรงโปรดเสวยเป็นอย่างมาก ทรงเสวยเป็นพระกระยาหารว่างตอนดึกทุกคืน แต่เมื่อได้ทอดพระเนตรรายการสารคดีที่ชาวประมงจับปลาฉลามมาตัดครีบ แล้วโยนลงทะเล นับแต่นั้นมาก็ไม่ทรงเสวยหูฉลามอีกเลย

การทำงานก็เช่นเดียวกัน พระองค์มีวิธีการทรงงานอย่างเรียบง่ายภายในห้องทำงาน สามคูณสี่เมตร ภายในห้องทรงงานที่มีวิทยุ โทรทัศน์ โทรสาร โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เทเล็กซ์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์อากาศ แผนที่อื่นๆ แสดงถึงพื้นที่หมู่บ้าน แม่น้ำ ภูเขา และป่าอย่างละเอียด เวลาทรงงานจะประทับบนพื้น โดยไม่ทรงงานบนเก้าอี้เหมือนคนทำงานทั่วไป เพื่อวางสิ่งของต่างๆ ได้อย่างถนัด

พระองค์ทรงประทับพับเพียบกับพื้น ตามวิถีชีวิตไทยที่สอนเรื่องความเรียบง่าย ทรงประทับพับเพียบ 5-6 ชั่วโมง โดยไม่เปลี่ยนท่า ทรงกองเอกสารบนพื้น ที่มีข้าราชบริพารนั่งล้อมวงเฝ้ากัน โดยไม่ต้องเข้าห้องประชุม ไม่ต้องมีโต๊ะ เก้าอี้ เพื่อเป็นการประหยัด

นอกจากนั้น ยามที่ทรงเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรถึงบนบ้าน พระองค์ก็ทรงนั่งพับเพียบกับพื้นในระดับเดียวกับราษฎร และไม่ทรงรังเกียจของถวายของชาวบ้านแบบตามมีตามเกิดเลย อีกทั้ง ยังทรงโปรดอมมะขามป้อมแทนที่จะเป็นลูกอมที่นิยมทั่วไป

พระองค์ทรงมีความตั้งใจจริง และความขยันหมั่นเพียร ในการทรงงานต่อจนเสร็จแม้จะดึกดื่นเพียงไหน ดั่งที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวไว้ในหนังสือหลักธรรม หลักทำตามรอยพระยุคลบาทว่า วันนั้นเสร็จงานห้าทุ่ม เสด็จฯ ไปแล้วเราก็เข้าค่าย ไปนอนอยู่ในค่ายมฤคทายวัน นอนอยู่ก็ปรากฏว่าตี 2 วิทยุเรียกมาให้ไปเข้าเฝ้า เราเหนื่อยมาตั้งแต่บ่าย 4 โมงเย็นจนกระทั่งถึง 5 ทุ่ม ตี 2 ทรงเรียกไปขอแผนที่ ขอข้อมูลเพิ่มเติม ในขณะที่เรากลับไปสลบไสล ทรงกลับไปทรงงานต่อ เราละอายไหมครับ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าปรากฏขึ้นหนสองหน แต่ปรากฏขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตราบใดที่งานไม่เสร็จ “พระเจ้าอยู่หัวเวลาทำอะไร ทรงมุ่งมั่นมาก เรื่องความขยันไม่ต้องพูด ทรงงานไม่มีวันเสาร์ วันอาทิตย์ ไม่มีเวลากลางวัน กลางคืน”

นอกจากนี้ ยังทรงให้ความสำคัญกับนักโทษ ด้วยทรงวินิจฉัยฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษด้วยพระองค์เองทุกเรื่องอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในปีหนึ่งๆ มีฎีการ่วมพันราย และมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันออกไป แต่พระองค์ก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยด้วยความยุติธรรม เที่ยงตรงเสมอมาโดยมิได้ขาด และทรงพระญาณวิเศษสอดส่องฎีกาเหล่านั้นด้วยความยุติธรรม และทรงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมมาประกอบพระบรมราชวินิจฉัยอยู่เสมอ

อีกทั้งยังทรงสอนให้ประชาชนรู้จักประหยัด และบันทึกค่าใช้จ่ายพระองค์ทรงสอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ทรงจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย และทำงบดุลของมหาดเล็กคนหนึ่ง ตั้งแต่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ ดังนั้น มิควรหรือที่ครูในทุกโรงเรียนจะสอน และฝึกให้เด็กประถมรู้จักการทำงบดุล ฝึกสอนให้บันทึกค่าใข้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพราะตราบใดที่เรารู้ว่ารายรับมีเท่าไหร่ และใช้ไปในแต่ละวันเท่าใด การดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

จากพระปณิธานของพระองค์ในเรื่องของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่มิได้เป็นเพียงแค่ข้อคิด แต่ยังทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ดังนั้น คนไทยทุกคนที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เรารักในหลวง” ก็สมควรที่จะนำไปปฏิบัติตาม ให้สมกับที่เกิดมาอยู่ใต้เบื้องพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่าน

2 Responses to “Sufficiency Economy”

  1. Anonymous June 13, 2006 at 1:32 pm #

    แล้วแกจะ พอเพียงตามในหลวงซะหน่อยป่าว อิอิ

    Penny

  2. DeeDee June 19, 2006 at 8:59 am #

    หนูจะพยายามก้ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: