โว ภาคพิเศษ: เลี้ยงเด็กกำพร้า ภาค 1

23 Jan

อย่างที่เกริ่นไว้ ปวร หางานโวๆมาให้ สามวันรวด เป็นการเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มูลนิธิเด็ก จัดโดยองค์การนักศึกษาบัณฑิตซักอย่างของมหิดล ซึ่งเราก็เพิ่งจะรู้จักนี่แหละ วันแรกคือภาคนี้ พาเด็กอายุ 1.5-3 ขวบ ไปเที่ยวทะเลที่ชะอำ อีกสองวันจะพา 3-6 ขวบไปถีบเรือที่สวนลุม กับไป TK Park ที่เวิล์ดเทรด
ก็เร่ิมต้นชีวิตของวันนี้ด้วยความอนาถใจ ตอนแรกว่ามีอีฟไปด้วยเป็นสามคน ก็นัดแนะไปทำ pyjamas party นอนค้างคณะวิทย์ด้วยกัน เพื่อจะได้ออกไปขึ้นรถที่ศาลายาทัน เพราะเค้านัด 7 โมง ปกิส อีฟไม่ตื่น ส่วนเรากว่าจะตื่นก็เลท เลทแล้วก็ลำไยกินนู่นนี่ระหว่างทางตามประสาปวร พี่เค้าโทรมาตามก็อิกนอร์ บอกไปแค่ว่า ยังอยู่ในเมือง กำลังเดินทาง (หลายคนคงเข้าใจฟีวเวลาปวรเลท) ก็เสียวๆว่าอาจจะได้ไปเดินเซ็นปิ่นกันแทน เพราะเค้าคงไม่รอ แต่ก็กระหืดกระหอบจนได้ (อย่างไม่รู้สึกผิดเลยด้วยว่าเลท)

พอขึ้นรถ ซึ่งเป็นรถบัสใหญ่ ก็มีเด็กนั่งประกบกับพี่เลี้ยงแล้่ว เรากับปวรก็แยกกัน ปวรได้เด็กไฮเปอร์ไปคนนึง ทำให้เหมือนมีเกะในรถตลอดเวลา เพราะคุณน้องร้องเพลงได้ตลอดเวลา ในขณะที่คนอื่นหลับ เช่น ก้าบ ก้าบ ก้าบ เป็ดอาบน้ำ แล้วก็ชวนปวรคุยได้ตลอดเวลา ก็ดีไฮเปอร์ดี ส่วนเรามานั่งหลังสุด มีเจ้าหน้าที่ของที่มูลนิธิอยู่สองคน ประกบเด็กสองคน และมีฝรั่งชื่อ เอ็มมี่ มาเป็นโวที่นี่ได้ห้าเดือนแล้ว ประกบเด็กอีกคน เราเลยไม่มีเด็กจริงๆ แต่ก็นั่งติดเด็กของเอ็มมี่กับพี่เจ้าหน้าที่ ซึ่งน้องตรงข้ามกับของปวรมาก คนนึง anti-social อกส. (แอกเกรสสีฟ) ไม่พอใจอะไรจะตี แต่ถามอะไรก็ไม่ตอบ ส่วนอีกคน ขี้อาย ไม่ชอบคนแปลกหน้า ไม่ยอมนั่งข้างเรา ดูซิ เป็นชาร์ลอตใน s and the c โดนเด็กไม่อยากนั่งใกล้ แต่ตอนหลังก็ยอมอ่ะนะ น้องอกส.ตอนหลังก็ดีขึ้น เล่นอะไรด้วยได้บ้าง แต่พูดไม่รู้เรื่อง น้องพูดภาษาอะไรก็ไม่รู้

น้องพวกนี้ ส่วนใหญ่พ่อแม่หายสิ้น ถ้าไม่เสียชีวิต ก็ท้ิง แล้วอาจจะเป็นย่ายายเลี้ยงไม่ไหว เลยพามาส่ง หรือบางทีพ่อแม่ก็ไม่ไหวจริง ก็มาส่ง แล้่วมาเยี่ยมบ้าน ก็น่าสงสารเหมือนกันนะ ไม่ค่อยได้เที่ยวไหนด้วย เค้าบอกว่า ปกติไปแค่พุทธมณฑลกับสนามหลวง เพราะใกล้ ซึ่งไปแค่ครั้งสองครั้งเอง พอเค้าได้ออกนอกสถานที่ที ก็จะดีใจ เพราะปกติมีชิวิตแค่ในมูลนิธิ และจะได้เรียนรู้โลกภายนอกด้วย

น้องแต่ละคนก็ชื่อแรดๆกันถ้วนหน้า เช่น แอปเปิล โจ มายด์ ไอซ์ (คนนี้ลูกครึ่ง) แบงค์ มิคกี้ แนนซี่ แทรกเตอร์ ชบา มอส แต่ที่เราชอบมาคือ โอเด็ต น้องก็หน้าให้มาก ตาโต ยิ้มเก่ง และผอมเพรียว กับอีกคนที่มักจะโดนเรียกว่า เนม แต่ชื่อเต็มคือ โนเนม (noname) ตายละ เป็นน้องไร้ชื่อหรือ anonymous และก็มีหลายคนที่หน้าตาดูคุณหนูทีเดียว ไม่น่ามาโดนทิ้งแบบนี้เลย

พอไปถึงทะเล (ช่วงนั่งรถไปกลับเป็นช่วงหน้าเบื่อมาก) เด็กก็ดี๊ด๊า มีชุดว่ายน้ำเป็นยูนิฟอร์ม เราก็ไปเล่นกับเด็กของใครก็ไม่รู้หลายคนเลย สำส่อนมาก ก็นั่งเล่นทราย พยายามจะสอนให้ก่อกองทราย แต่น้องเรียนรู้แต่การทำลาย ปวรเลยสรุปว่า เด็กพวกนี้ยังสร้างอะไรไม่เป็น เราต้องสร้างให้ แล้วให้น้องเดินมาทำลาย ถ้าพยายามจะให้ทำอะไรอย่างที่่เราต้องการ ก็จะไม่ทำ มีวิถีชิวิตของตัวเองมากกก เด็กบางคนกำลังใช้ที่ตักทราย ตักทรายใส่พิมพ์อยู่ เพื่อนก็ชอบทำเนียน มาเดินหยิบไปเฉยเลย ยังดีไม่ร้องโวยวายแย่งกัน เรากับปวรก็ค้นพบอีกอย่างว่า เด็กพวกนี้เอนจอยการทำอะไรซ้ำซาก เช่น ถ้าก่อ (ทำลาย) ทราย ก็จะทำอยู่แต่อย่างนั้น ถ้่าเล่นน้ำ ก็เล่นแต่น้ำ ถ้าตักทรายไปถมทะเล ก็จะตักเดินไปเดินกลับอยู่นั่นแหละ เลยเอาไปลิงค์กับเทเลทับบี้ ที่มันชอบพูดซ้ำซาก เช่น เวลาจะจบรายการแล้วบอก ไปละนะ บ๊ายบาย มันจะเดินวนกันสามรอบ ก่อนจะไปจริงๆ มันน่าหงุดหงิดมากสำหรับพวกเรา แต่เด็กวัยนี้ ต้องย้ำคิดย้ำทำ ช่วงทะเลนี่ เรากับปวร ก็สลับกันถ่ายรูปสร้างภาพให้ตัวเอง

หลังจากนั้น ก็พอเด็กไปดูช้าง แต่เรากลับรู้สึกว่าคิดผิด เพราะเด็กกลัวช้าง ร้องไห้กันใหญ่เลย เราก็ไปคว้าเด็กไม่มีพ่อแม่ (ไม่มีสตาฟหรือพี่เลี้ยงในจังหวะนั้นน่ะ) มาจูง ซึ่งตอนหลังกลายเป็นติดให้เราจูง เด็กนี่ก็ถือกล้วยอยู่ คนอื่นก็โยนกล้วยให้ช้างกิน แต่คนนี้ไม่ยอม พอเราบอกว่าให้ช้างเถอะ ก็บอกว่า ไม่ให้ แต่ก็ยืนดูห่างๆ พอช้างร้อง น้องก็บอกว่า ช้างร้องกี๊ดๆ (กรี๊ด) พอช้างอีกตัวร้องดังมาก น้องก็ทำท่าจะร้องไห้ (แต่เด็กคนอื่นร้องไปแล้ว) แล้วก็ลากเราไปดูชะนี ชะนีกำลังกินชมพู่สีแดงอยู่ น้องก็บอกว่า ลิงกินแอปเปิ้ล

เราก็ได้สัมภาษณ์คุณฝรั่งเอมมี่ด้วย ว่ามาทำไม รู้จักได้ไง เพราะฝรั่งมาเยอะมาก เธอบอกว่าตอนนี้เธอเพ่ิงจบปีหนึ่ง แล้วเบรกหนึ่งปีด้วยการมาโวและเที่ยว เธอรู้จักที่นี่ผ่านทางมหาวิทยาลัยของเธอ เธอก็พอพูดไทยได้บ้างตอนนี้ เพราะไม่งั้นคุยกับเด็กไม่ได้ แต่ก็เป็นศัพท์บ้านๆในชีิวตประจำวันของเด็ก แล้วเด็กอกส.ของเธอ ชอบพูดคำว่า บ้า เวลาไม่พอใจ เราก็เพิ่งอธิบายให้เธอฟังเอง ว่าแปลว่าอะไร เธอเลยเพิ่งเสียกว่าเด็กเธอแรง แล้วอยู่ดีๆ เธอก็ถามเราว่า คิดจะอดอปเด็ก (รับอุปการะ รับเป็นเด็กบุญธรรม) บ้างมั้ย เราก็แบบ หา! (จริงๆแล้วพูด เห) เลยรู้ว่า เธอคิดจะอดอปเด็กคนนึงอยู่ ซึ่งก็มาด้วยเหมือนกัน ตายละ จะเป็นแองเจลินา โจลี ส่วนน้องคนนั้นกำลังจะได้เป็น แมดดอกซ์ แต่เธอยังไม่แน่ใจ เพราะว่าเธอยังอายุไม่ถึง 25 ตามกฎหมายของการรับเด็ก และเธอก็ยังเรียนไม่จบ เงินก็ไม่มี แต่ไม่แน่ว่าอาจจะให้พ่อแม่เธอรับแทน และอาจจะต้องพามาเมืองไทยบ่อยๆด้วย เพื่อจะได้ไม่ลืมกำพืด แต่เธอไม่สามารถแอฟฟอร์ดค่าตั๋วได้อย่างโจลีพาแมดดอกซ์มาเขมร เลยคิดหนักอยู่ แต่เห็นฝรั่งทุกคน รักเด็กกันมากๆเลยนะ ดูแลใส่ใจดียิ่งกว่าพี่ๆสตาฟของมูลนิธิอีก ถึงแม้จะพูดกับเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตาม และเด็กก็ติดมากด้วย พอคุณฝรั่งหรือคุณญี่ปุ่นขอลงรถไปเข้าห้องน้ำ พวกนี้ก็ร้องไห้ใหญ่เลย

มาเรื่องคุณญี่ปุ่นบ้าง มีมาโวอยู่ 1 คน ซึ่งพูดอะไรไม่ได้เลยนอกจากญี่ปุ่น ตอนแรกเราก็ไม่รู้ จนพี่สตาฟบอกว่า เค้าหน้าเหมือนคนไทยเนอะ อยากบอกเค้า แต่ไม่รู้จะพูดว่าไง เราเลยพี่สตาฟถามว่า พูดอังกฤษไม่ได้เหรอ เค้าก็บอกว่าไม่ได้ อ้าว เวียร์มากๆ แล้วดูแลเด็กยังไงเนี่ย เราก็เลยบอกคุณญี่ปุ่นเป็นภาษาญี่ปุ่นไป เนื่องจากประโยคนี้ง่าย (โดนคนนินทาว่าเราหน้าเหมือนคนญี่ปุ่นมาเยอะนี่) คุณญี่ปุ่นก็ดี๊ด๊ามากที่เราพูดญี่ปุ่นได้ ท่าทางจะไม่ได้สื่อสารมานาน หลังจากนั้น เราก็แอบฟังเวลาเธอดูแลเด็ก เธอพูดเป็นญี่ปุ่นตลอดเลยนะ เช่น เวลากำลังเดินตามฝูงคน แล้วเธออุ้มเด็กของเธออยู่ เธอก็บอกเด็กว่า minna aruku, arukou? (ทุกคนเดินกันหมดเลย เดินบ้างมั้ย) เราก็แอบฟังไปหัวเราะไป แล้วเด็กจะเข้าใจมั้ย หรืออย่างเวลาทำอะไรผิด หรือต้องหนีไปเข้าห้องน้ำแล้วปล่อยเด็กร้องไห้ เธอก็บอกเด็กไปว่า gomen gomen owatta (ขอโทษๆ เสร็จแล้ว) หรือ gomenne (ขอโทษนะ (จ๊ะ)) หรือเวลาเด็กกินอะไรทีแบบยัดๆ เธอก็พูดว่า haya (เร็วจัง) จากการสัมภาษณ์เธอ เธออยู่มาแล้ว 3 อาทิตย์ แล้วจะอยู่ต่ออีก 1 อาทิตย์ ดูท่าเด็กจะได้ภาษาญี่ปุ่นด้วยนะเนี่ย

กลับมาเรื่องน้องๆ มีเรื่องไม่เข้าใจอยู่ว่า น้องอดอยากมาจากไหน เพราะกินทุกอย่างที่แจก และกินไม่หยุดถ้าไม่เอาไปซ่อน และถ้าเห็นของใหม่มา จะรีบยัดของเก่าเข้าปาก จะได้กินของใหม่ทันที และตอนกินข้าวกลางวัน เรากับปวรหลบมานั่งเมาท์กันสองคน เพราะมั่นใจว่า การป้อนข้าวเด็กต้องใช้สกิลสูงส่ง ไม่งั้นตบเด็กได้

ตอนจะกลับ เด็กก็นั่งรอกินข้าว พอพี่ที่เป็นนักศึกษาเดินออกจากห้องจะกลับ เด็กก็ร้องไห้กันเป็นโรคติดต่อ แล้วก็ร้องโวยวายเสียงดังกันถ้วนหน้า แต่เราก็เดินออกอย่างไม่ค่อยเหลือเยื่อใยเท่าไหร่ (เลวจัง) แต่รู้แหละว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เด็กก็ลืม เพราะคงมีคนมาเล่นด้วยแบบนี้บ่อยๆ

จากการคุยกับพี่สตาฟของมูลนิธิ รู้สึกว่า การเป็นคนดีแบบที่อยู่ดีๆ ก็ให้เงินแล้วเข้าไปเลี้ยงข้าวเด็ก ไม่ใช่เรื่องที่เข้าท่าเท่าไหร่ (เราคิดเองนะ) เพราะเด็กก็มีอาหารสามมื้อเลี้ยงอยู่แล้ว การเข้าไปเลี้ยงข้าว ก็เป็นอาหารที่นั่นอยู่ดี นอกจากจะมีเค้กหรือขนมเข้าไปให้ด้วย แต่ถ้าเข้าไปเล่นหรือพาไปเที่ยวเด็กจะดีใจกว่า เพราะชีวิตเค้าไม่ได้มีพ่อแม่มาใส่ใจจริงๆ เราก็เลย 7 ออก flight of idea ใหญ่เลยว่า เราน่าจะจัดพาไปเที่ยวบ้างนะ ให้ ไอแอฟ ทำ แต่เราจัดการเองก็ได้ แต่เราต้องไม่สัมผัสเด็กเท่าไหร่ เพราะเราสงสารเด็ก แต่ไม่ได้รักเด็ก (ใครจะมานั่งเปลี่ยนแพมเพอร์ส และเช็ดนู่นเช็ดนี่เวลากินหกเลอะเทอะได้ตลอดเวลา) สถานที่ก็ควรจะใกล้ๆหน่อย จะได้ไม่มีเวลาน่าเบื่อบนรถ เดี๋ยวว่างๆจะเขียนโครงงานละ

>>> กลับไปอ่านโวภาคปกติ ภาค 1 ภาค 2
>>> อ่านประสบการณ์รักเด็กก่อนหน้านี้
Hokkaido English Immersion Camp 2005

Categories: ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: