Stay Hungry, Stay Foolish (Thai)

23 Jul

สำหรับเพื่อนๆที่ก็ไม่ได้โง่อังกฤษ แต่พอเห็นภาษาอังกฤษแล้วไม่ยอมอ่านกัน เลยเอาที่มีคนแปลไว้มาให้อ่าน ซึ่งเราว่าใครกำลังเซ็งๆอะไรอยู่ มาอ่านแล้วอาจจะรู้สึกดีขึ้นนะ ถ้ายังไม่มีเวลาอ่านตอนนี้ หรือตอนนี้ไม่ได้มีเรื่องเดือดร้อน ก็เซฟเก็บไว้ก่อนแล้วค่อยมาอ่านทีหลังก็ได้ Steve Jobs เป็นเจ้าของ Apple กับ Pixar (Toy Story, Nemo, The Incredibles,…) แต่ที่ให้อ่านไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด อาจจะมีคนอื่นเขียนหรือพูดอะไรประมาณนี้เหมือนกัน แต่เราอ่านอันนี้แล้วรู้สึกประทับใจมากๆ (ไม่ได้ไบแอสว่าแอปเปิลด้วยนะ)

วันนี้ผมได้รับเกียรติให้มาอยู่ร่วมฉลองวันรับประกาศนียบัตรของหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกกับพวกคุณ ตัวผมเองนั้นเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ต้องบอกกันตรงๆว่า ครั้งนี้นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ผมได้ใกล้ชิดกับบรรยากาศของการสำเร็จการศึกษามากที่สุด วันนี้ผมอยากเล่าเรื่อง 3 เรื่องจากชีวิตผม ใช่แล้ว..3 เรื่อง แค่สามเรื่องจริงๆ

เรื่องแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเชื่อมต่อของจุดผกผันต่างๆ ของชีวิต

ผมเลิกเรียนที่รีดคอลเลจหลังจากได้เริ่มเรียนไปได้แค่ 6 เดือน แต่ก็ยังคงอยู่วนเวียนอยู่ที่นั่นราวปีครึ่งก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจริงๆ ทำไมผมถึงเลิกเรียน?

เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มตั้งแต่ก่อนผมเกิดเสียอีก แม่แท้ๆของผมท่านเป็นนักเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อยและไม่ได้แต่งงาน ท่านเลยมองหาผู้ที่จะมาอุปการะผมต่อ และผู้ที่จะมาอุปการะนั้นควรจะสำเร็จการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยด้วย ท่านก็เลยพยายามให้ทนายและภรรยาคู่หนึ่งรับอุปการะผม แต่พอพวกเค้าเห็นผม เค้าก็เกิดเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายขึ้นมาทันทีว่า อยากได้ลูกสาวมากกว่า ก็เลยเป็นเหตุให้พ่อแม่บุญธรรมของผมซึ่งอยู่ในคิวถัดมาพอดี ต้องมารับโทรศัพท์กลางดึกที่ถามว่า ‘พอดีเรามีเด็กผู้ชายเหลืออยู่คนนึง อยากรับหรือเปล่า?’ พวกท่านตอบว่า ‘อยากได้สิ’ ต่อมาแม่แท้ๆของผมก็สืบได้ความว่าแม่บุญธรรมของผมไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัย ส่วนพ่อของผมก็เรียนไม่จบแม้แต่มัธยมปลาย ท่านเลยไม่ยอมเซ็นใบอนุญาตให้อุปการะ และยังยืนกรานอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งพ่อแม่บุญธรรมสัญญาว่าจะส่งเสียให้ผมได้เรียนมหาวิทยาลัย

และ 17 ปีต่อมาผมก็ได้เรียนมหาวิทยาลัยจริงๆ แต่ด้วยความไร้เดียงสา ผมจึงเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยที่แพง แพงพอๆกับสแตนฟอร์ดนี่เลย เงินทั้งหมดของพ่อแม่บุญธรรมซึ่งเป็นคนชั้นแรงงานก็ได้ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายในการเรียน ..6 เดือนผ่านไป ผมก็ไม่เห็นว่าสิ่งที่ผมเรียนมันมีค่าอะไรเลย ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับชีวิตตัวเองดี และผมก็ไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยจะช่วยทำให้ผมรู้ได้ยังไง อยู่ต่อก็รังแต่จะผลาญเงินของพ่อแม่ที่อุตส่าห์เก็บออมมาทั้งชีวิตเปล่าๆ ผมเลยตัดสินใจเลิกเรียน และไว้ใจการตัดสินใจของตัวเองในครั้งนั้นว่าสิ่งที่จะเกิดตามมาน่าจะโอเค ในตอนนั้นมันดูเป็นสถานการณ์ที่น่ากลัวทีเดียว แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ผมว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่ผมเคยทำ นาทีแรกที่ผมเลิกเรียน ผมก็ไม่จำเป็นต้องไปเข้าเรียนวิชาบังคับที่ผมไม่เคยสนใจ และเริ่มสมัครลงเรียนในบางวิชาที่ผมชอบแทน

มันไม่โรแมนติกเหมือนในนิยายหรอก เพราะผมไม่มีหอพัก ผมก็เลยต้องนอนบนพื้นห้องนอนของเพื่อนๆ หาเงินซื้ออาหารด้วยการเอาขวดโค้กเปล่าๆไปคืนเพื่อรับเงินมัดจำขวดละ 5 เซ็นต์ ต้องเดินข้ามเมืองเป็นระยะทาง 7 ไมล์ทุกคืนวันอาทิตย์เพื่อลิ้มรสอาหารดีๆที่วิหารของพระกฤษณะ แต่ผมชอบนะ และสิ่งที่ผมพบจากสัญชาติญาณ ปล่อยให้ความอยากรู้อยากเห็นนำทางไปอย่างอิสระ มักจะเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ในเวลาต่อมา จะยกตัวอย่างให้ฟังอันนึง

รี๊ดคอลเลจในสมัยนั้น ว่ากันว่ามีหลักสูตรวิชาคัดลายมือที่ดีที่สุดในประเทศ โปสเตอร์ทุกแผ่นในมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ป้ายเล็กๆทุกอันของลิ้นชัก จะเขียนด้วยมืออย่างงดงาม และเพราะผมได้ดร็อปเรียนไปแล้ว ก็เลยไม่ต้องเข้าเรียนในวิชาสามัญ ผมเลยลงเรียนวิชาคัดลายมือ ผมได้รู้จักตัวอักษรแบบมีเชิงและไม่มีเชิง ได้เรียนรู้ถึงการจัดระยะห่างระหว่างตัวอักษรแบบต่างๆ และได้รู้ว่าอะไรที่ทำให้ Typography ดีสุดยอดนั้น ดีขึ้นมาได้ มันเป็นสิ่งที่งดงาม มีประวัติความเป็นมายาวนาน ละเอียดอ่อนในเชิงศิลป์ชนิดที่ว่าไม่มีทางอธิบายได้ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ ผมว่ามันน่าหลงไหลมาก

สิ่งเหล่านี้ไม่มีหวังเลยที่จะได้ใช้ประโยชน์ต่อชิวิตของผมในตอนนั้น แต่สิบปีต่อมา พอเราเริ่มออกแบบเครื่องแมคอินทอชเครืื่องแรก สิ่งเก่าๆเหล่านั้นก็กลับมาทันที และเราก็ได้รวมมันเข้ากับเครื่องแมค มันเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มี Typography ที่สวยงาม นี่ถ้าผมไม่ได้เลิกเรียนวิชาสามัญพวกนั้น เครื่องแมคก็คงไม่มีฟ้อนท์ที่หลากหลายและมีการแบ่งช่องว่างที่เป็นสัดส่วน และเพราะ Windows ก็อปเครื่องแมค ดังนั้นก็เครื่อง PC ก็อาจไม่มีฟ้อนท์แบบนั้นด้วย… ถ้าผมไม่ดรอปการเรียนภาคปกติแล้วเข้าเรียนวิชาคัดลายมือนั้น โลกของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลก็อาจจะไม่มีการใช้ตัวหนังสือที่ก้าวหน้าแบบทุกวันนี้ แน่นอน ผมเชื่อมจุดผกผันต่างๆเหล่านั้นไม่ได้หรอกในตอนนั้น แต่มองย้อนกลับไปสิบปีให้หลัง ผมมองเห็นอย่างชัดเจน

และอย่างที่บอกไป คุณไม่สามารถเชื่อมจุดต่างๆในชีวิตได้จากการมองไปในอนาคต คุณจะมองเห็นพวกมันเวลามองย้อนกลับไปในอดีตเท่านั้น ดังนั้นคุณจึงต้องเชื่อมั่นและวางใจว่า จุดผกผันต่างๆในชีวิตจะเชื่อมต่อกันในอนาคต ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณจะต้องวางใจ เชื่อมั่นในบางสิ่งบางอย่าง ลางสังหรณ์ โชคชะตา ชีวิต หรือกรรม อะไรพวกนี้ วิธีนี้ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลย มันทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายครั้ง

เรื่องที่สอง ความรักและความสูญเสีย

ผมเป็นคนโชคดี ผมพบว่าผมชอบอะไรตั้งแต่อายุยังน้อย วอซและผมเริ่มตั้งบริษัทในโรงรถของพ่อแม่ผมตอนผมอายุแค่ 20 พวกเราทำงานหนักมาก และภายใน 10 ปี Apple ก็ใหญ่โตขึ้นจากแค่เราสองคนในโรงรถ กลายมาเป็นบริษัทมูลค่าสองพันล้านดอลล่าร์ที่มีพนักงาน 4000 คน ตอนนั้นพวกเราเพิ่งเปิดตัวงานสร้างสรรค์ชิ้นเยี่ยมยอด: เครืองแมคอินทอช ก่อนกำหนดถึง 1 ปี ตอนนั้นผมเพิ่งย่างเข้า 30… ต่อมาผมก็โดนไล่ออก โดนไล่ออกจากบริษัทที่ผมสร้างมากับมือ เป็นไปได้ยังไง? เอาละ..คือ พอ Apple โต เราก็จ้างใครคนหนึ่งซึ่งมีพรสวรรค์มาช่วยผมบริหาร ช่วงปีแรกก็เป็นไปด้วยดี แต่ต่อมาวิสัยทัศน์ของเราก็เริ่มแตกต่างกัน จนถึงท้ายสุด ถึงขนาดอยู่ร่วมกันไม่ได้ แล้วบอร์ดผู้บริหารก็ดันอยู่ข้างเขาด้วย ผมเลยถูกไล่ออกตอนอายุ 30 เป็นการออกแบบสนั่นวงการเลย ผมสูญเสียสิ่งที่เป็นจุดโฟกัสของทั้งชีวิตในวัยหนุ่ม น่าใจหายมาก

ผมไม่รู้จริงๆว่าจะทำอย่างไรเป็นเวลาหลายเดือน ผมรู้สึกว่าผมได้ทำให้ผู้บุกเบิกรุ่นก่อนหน้าผิดหวัง เหมือนกับว่าพอถึงคิวของผม ผมกลับรับไม้พลาดหลุดมือ ผมไปพบ David Packard และ Bob Noyce เพื่อขอโทษที่ทำให้วงการเสื่อมเสีย ความผิดพลาดของผมเป็นที่โจษจันกว้างขวาง ผมคิดแม้แต่จะหลบหน้าหนีไปจากหุบเขาซิลิคอนนี้ไปให้ไกลๆ แต่ครั้นแล้ว บางสิ่งบางอย่างก็เริ่มฉายแสงในใจผม ผมยังคงรักในสิ่งที่ผมทำ สิ่งที่เกิดขึ้นที่ Apple ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักตรงนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ผมถูกปฎิเสธ แต่ผมก็ยังตกหลุมรักมันอยู่เหมือนเดิม ผมก็เลยเริ่มมันใหม่อีกครั้ง

ตอนนั้นผมก็มองไม่ออกหรอก แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า การถูกไล่ออกในครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดกับผม ภาระที่หนักอึ้งจากความสำเร็จเปลี่ยนมาเป็นความเบาสบายของการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และเพราะไม่สามารถมั่นใจในอะไรๆได้มากเหมือนก่อน ผมเลยได้เข่าสู่ช่วงที่สร้างสรรค์มากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต

เวลาผ่านไป 5 ปี ผมได้เริ่มบริษัท NeXT กับอีกบริษัทชื่อ Pixar และได้ตกหลุมรักกับผู้หญิงที่น่าทึ่งคนหนึ่งซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นภรรยาผม Pixar ได้กลายเป็นบริษัทแรกที่ทำภาพยนตร์เต็มรูปแบบด้วยคอมพิวเตอร์อนิเมชั่น Toy Story และตอนนี้ Pixar ก็เป็นบริษัทอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอีกครั้งหนึ่ง: Apple ซื้อ NeXT ผมได้กลับไป Apple และเทคโนโลยีซึ่งเราพัฒนาที่ NeXT ก็ได้กลายเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูใน Apple และลอรีนกับผมก็ได้มีครอบครัวที่มีความสุขด้วยกัน

ผมค่อนข้างแน่ใจว่า สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นหรอกถ้าผมไม่ถูกเขี่ยออกจาก Apple มันเหมือนต้องกินยาที่รสชาติแย่มาก แต่ผมว่าคนไข้อย่างผมจำเป็นต้องกิน บางครั้งชีิวิตก็เหมือนกับถูกใครบางคนเอาก้อนอิฐฟาดเข้าที่หัว แต่อย่าเสียศรัทธา ผมว่าที่ผมรอดมาได้ก็เพราะผมรักในสิ่งที่ผมทำ คุณต้องหาสิ่งที่คุณรักให้พบ เหมือนกับที่คุณต้องหาคนที่คุณรักให้เจอ งานของคุณจะเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่เล็กเลยในชีวิตคุณ ดังนั้นสิ่งที่ทำให้พอใจได้มากที่สุดก็คือ การได้ทำในสิ่งที่คุณคิดว่ามันยอดเยี่ยม และการทำงานให้ยอดเยี่ยมได้ก็คือคุณต้องรักในสิ่งที่ทำ ถ้าคุณยังหาไม่เจอ จงอย่าเลิกหา อย่าอยู่เฉย และก็เหมือนเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวกับหัวใจ ถ้าคุณได้พบมันแล้ว คุณจะรู้ได้ทันทีว่า ใช่เลย และก็เหมือนกับความผูกพันธ์ที่ดี มันจะดีขึ้นและดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น อย่าหยุดหาจนกระทั่งได้เจอ อย่าอยู่เฉย

เรื่องที่สาม: ความตาย

ตอนผมอายุ 17 ผมอ่านเจอประโยคหนึ่งที่กล่าวทำนองว่า: ‘หากคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันประหนึ่งว่าเป็นวันสุดท้ายของชีวิต วันใดวันหนึ่งก็จะเป็นวันสุดท้ายจริงๆ’ ประโยคนี้ติดอยู่ในใจผมตลอดมา ถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 33 ปีแล้ว ที่ทุกเช้าผมจะมองไปในกระจกเงาแล้วถามตัวเอง: ‘ถ้าหากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ฉันจะยังอยากทำสิ่งที่จะกำลังจะทำในวันนี้หรือเปล่า?’ และถ้าหากคำตอบที่ได้กลับมาคือ ‘ไม่’ ติดต่อกันหลายๆวัน ผมจะรู้เลยว่าผมต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง

การได้ระลึกว่าผมจะตายในเวลาอีกไม่นานเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่ผมมีเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของผู้อื่น ความทรนงถือดี ความกลัวที่ต้องอับอายหรือล้มเหลว สิ่งเหล่านี้จะมลายหายไปสิ้นเวลาต้องเผชิญหน้ากับความตาย จะเหลือไว้แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น การระลึกไว้ว่าคุณกำลังจะตายเป็นทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงกับดักเกี่ยวกับความเสียดายว่าจะสูญเสียอะไรไป คุณเกิดมาก็ตัวเปล่าอยู่แล้ว ดังนั้นจงทำตามหัวใจคุณเถอะ

เมื่อปีที่แล้ว ผมถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ผมเข้าเครื่องตรวจเจ็ดโมงครึ่งตอนเช้า ผลออกมาแสดงชัดเจนว่ามีเนื้องอกในตับอ่อนของผม ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าตับอ่อนคืออะไร พวกหมอบอกว่าเกือบจะแน่นอนว่าเป็นเนื้องอกที่รักษาไม่ได้ และผมจะมีชีิวิตต่อไปได้อีกไม่เกิน 3 ถึง 6 เดือน หมอของผมแนะนำให้กลับไปบ้าน จัดการธุระต่างๆให้เรียบร้อย ก็คือ เตรียมตัวที่จะตายได้แล้ว มันหมายความว่าคุณต้องคุยกับลูกๆในทุกๆเรื่องที่คุณคิดว่าจะได้คุยกันในอีก 10 ปีข้างหน้าให้หมดภายในเวลาไม่กี่เดือน มันหมายความว่าให้จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อให้เป็นภาระต่อครอบครัวน้อยที่สุด และมันหมายถึงการกล่าวคำอำลา

ผมใช้ชีวิตอยู่กับคำวินิจฉัยนั้นตลอดวัน พอถึงช่วงหัวค่ำ ก็มีการตัดชิ้นเนืื้อเยื่อไปตรวจ พวกเขาเอา Endoscope สอดเข้าไปในลำคอผม ผ่านกระเพาะอาหาร ผ่านลำใส้ แล้วเอาเข็มจิ้มไปที่ตับอ่อนเพื่อดึงเอาเซลจำนวนหนึ่งจากเนื้องอก ช่วงนั้นผมตกอยู่ในฤทธิ์ยา แต่ภรรยาผมที่อยู่ด้วยเล่าให้ฟังว่า พอพวกเขามองเซลผ่านกล้องจุลทรรศน์ก็ส่งเสียงร้องกันด้วยความดีใจ เพราะเนื้องอกนั้นเป็นชนิดที่พบได้ยากมากและสามารถรักษาได้ด้วยวิธีผ่าตัด ตอนนี้ผมสบายดีแล้ว

นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ผมได้เฉียดความตายใกล้ที่สุด และหวังว่าจะยังคงเป็นอันที่เฉียดตายที่สุดสำหรับอีกสามสีสิบปีข้างหน้า การได้ผ่านประสบการณ์นี้ ผมบอกคุณได้อย่างมั่นใจมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ซึ่งตอนนนั้นความตายมีประโยชน์เพียงในแง่ความคิด ว่า…

ไม่มีใครอยากจะตาย แม้แต่คนที่อยากขึ้่นสวรรค์ก็ไม่อยากตาย แต่ความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีใครเคยหลบมันพ้น และนั่นเป็นสิ่งที่มันควรจะเป็น เพราะ ความตาย น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ชีวิตได้สร้างขึ้น มันเป็นตัวกระตุ้นความเปลี่ยนแปลงในชีวิต มันกำจัดสิ่งเก่าเพื่อกำเนิดสิ่งใหม่ ตอนนี้สิ่งใหม่ๆคือพวกคุณ แต่วันใดวันหนึ่งในอนาคตอีกไม่นาน พวกคุณก็จะเริ่มแก่ตัวลงและถูกออกไปให้พ้นทาง โทษทีที่จริงจังไปหน่อย แต่มันเป็นความจริง

เวลาของคุณนั้นจำกัด ดังนั้นจงอย่าผลาญมันด้วยการใช้ชีวิตตามคนอื่น อย่าหลงอยู่ในกฎเกณฑ์ต่างๆที่ไร้เหตุผล – เพราะมันก็เหมือนกับการใช้ชีิวิตอยู่กับสิ่งที่คนอื่นกำหนด อย่าให้เสียงวิจารณ์ของคนอื่นมากลบเสียงภายในของคุณ และที่สำคัญที่สุด จงมีกำลังใจที่จะทำตามหัวใจและเชื่อในสัญชาติญาณของคุณ เพราะบางครั้งมันล่วงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าสิ่งที่คุณใฝ่หาคืออะไร สิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้เป็นเรื่องรองๆ

ตอนที่ผมยังอายุน้อย มันเคยมีหนังสือที่น่าทึ่งอยู่เล่มหนึ่ง ชื่อ The Whole Earth Catalog ซึ่งเปรียบเสมือนกับคัมภีร์ไบเบิ้ลสำหรับคนรุ่นผม คนที่ทำมันขึ้นมาคือ Stewart Brand ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ใน Menlo Park และเขานี่เองที่ทำให้มันดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาดั่งถูกสร้างสรรค์ด้วยกวี ตอนนั้นเป็นช่วงปลายๆยุค 60 ตอนนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์หรือ DTP งานทุกอย่างเลยทำขึ้นจากเครื่องพิมพ์ดีด กรรไกร และกล้องโพราลอยด์ จะว่าไปมันก็เหมือนกัน Google ที่มีรูปร่างเป็นหนังสือน่ะแหละ เพียงแต่เกิดก่อน Google 35 ปี มันดูสมบูรณ์มาก เต็มไปด้วยเครื่องมือที่ออกแบบไว้อย่างประณีตกับคำอธิบายดีๆ

Stewart กับทีมออก The Whole Earth Catalog มาหลายเล่ม และเมื่อออกจนครบชุด เล่มสุดท้ายที่ออกมาช่วงกลางยุค 70 ตอนนั้นผมอายุเท่าพวกคุณนี่แหละ ในปกหลังของเล่มสุดท้ายนั้นเป็นรูปถ่ายของถนนยามเช้าในแถบชนบท แบบเดียวกับถนนที่คุณอาจจะยืนคอยโบกรถนั่นแหละ ถ้าคุณมีใจรักผจญภัยนะ ใต้ภาพนั้นเขียนว่า: ‘จงอย่าหยุดหิว จงอย่าหยุดโง่’ มันเป็นคำกล่าวอำลาของพวกเขา จงอย่าหยุดหิว จงอย่าหยุดโง่ เป็นประโยคที่ผมบอกตัวเองเสมอ และตอนนี้ สำหรับพวกคุณ ซึ่งกำลังจะจบออกไปเพื่อเริ่มสิ่งใหม่ๆ ผมขอกล่าวว่า จงอย่าหยุดหิว จงอย่าหยุดโง่ ขอบคุณมากครับ

เวอร์ชันแปลมาจาก webboard macdd.com
————————————————————————-

อ่านแล้วก็มาคิดถึงเรื่องเราเอง มีเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราชัดๆอยู่เรื่องนึงที่รู้สึกว่าไม่ได้คิดไปเอง ตอนเราอยู่ปีสองและปีสาม มันมีให้สอบไปประชุมของ Asian Medical Students’ Association (AMSA) ซึ่งก็มีนักศึกษาแพทย์ในเอเชียมาประชุมกัน ใครๆก็น่าจะอยากไป รู้สึกอินเตอร์ดี ปีแรกที่เรามีสิทธิ์สมัคร เราก็ผ่านสัมภาษณ์ซึ่งมีไม่กี่คนด้วย ตอนนั้นดีใจมากๆ ประเทศที่จะไปประชุมก็คือ ออสเตรเลีย รู้สึกดีว่าได้หลุดพ้นจากเอเชีย แต่ปะกิสว่าติดสอบ ยังไงๆก็อดไป ก็ไม่เป็นไร ทำใจว่าปีต่อไปก็ได้ ปีถัดมาไปประชุมที่ญี่ปุ่น เราก็สอบผ่านอีก ก็ดี๊ด๊ามากๆ ว่าคุ้มกว่าด้วย เพราะเราอยากไปญี่ปุ่นมากกว่า ปะกิสว่าญี่ปุ่นจำกัดจำนวนคน เพราะฉะนั้นมีบางส่วนที่จะอดไป ซึ่งก็มีแนวโน้มว่ามีเราด้วย เพราะโปรเจคที่ทำง่อย และเราก็รู้สึกไม่อยากแข่งกับเพื่อนกันเองด้วย จนมีพี่มาแนะนำ เรื่อง IFMSA (International Federation of Medical Students’ Association) หรือไอแอฟที่เราชอบเรียก เป็นองค์กรนานาชาติเลย ซึ่งปีนั้นจัดประชุมที่ไต้หวัน และจัดเวลาใกล้กัน แต่เป็นใครก็ต้องอยากไปญี่ปุ่นมากกว่าอยู่แล้ว และเราก็อยากไปญี่ปุ่นตั้งนานแล้วด้วย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ไปไหนเลย ก็เลยไป IFMSA ก็ได้ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเป็นยังไง ต้องทำอะไร มีคนบอกว่ามีแต่ฝรั่งเครียดๆด้วย ไม่ค่อยน่าไปเท่าไหร่ เราก็เฟลทีเดียวอ่ะ เวลามีใครมาถาม ก็ต้องบอกไปว่า เปลี่ยนไปไต้หวันแทน (ก่อนหน้านี้ดันไปโฆษณาไว้อีก ว่าจะไปญี่ปุ่น ไม่น่าเลย) ซึ่งมันดู ต่างกันมากนะ และ IFMSA ก็ไม่มีใครรู้จัก จนรู้สึกแอบอายนิดหน่อย จนพอไปกลับมา เรามั่นใจว่างานที่เราไปเค้าจัดได้ดีมากๆ เพราะเค้าหาเงินได้เยอะมากเลย และเราว่าดีกว่าที่ญี่ปุ่นอีก แต่ก็ไม่ได้อยากบอกมาก เพราะพวกไปญี่ปุ่นมาต้องคิดว่าของเค้าดีกว่าแน่นอน แต่เราต้องมาเริ่ม IFMSA ที่เมืองไทยด้วยน่ะสิ ซึ่งไม่ได้ง่ายๆเลย เพราะไม่มีใครรู้จัก เค้ารู้จักกันแต่ AMSA พอแนะนำ IFMSA ไป เค้าก็จะถามว่า AMSA เหรอ บางคนก็จะไม่ใส่ใจ หรือความอยากมาช่วยทำก็น้อยกว่า (ทั้งๆที่มันน่าสนใจกว่าโคตรๆ) เราเองก็ท้อ จะเลิกทำอยู่หลายครั้ง แต่พอมาถึงวันนี้แล้วมองย้อนกลับไปดู ถ้าตอนนั้นเราได้ไปประชุมของ AMSA เราก็คงจบลงด้วยการที่ได้นามบัตรจากเพื่อนต่างชาติมาเป็นปึก มีเพื่อนชื่อแปลกๆใน MSN เป็นสิบ เมาท์ว่าคนนั้นเป็นแฟนคนนี้ ใครกิ๊กใคร แต่เป็นอย่างนั้นอยู่ซักพัก แล้วก็ไม่มีเรื่องคุยด้วย แล้วก็จบกัน และก็ดี๊ด๊าว่าชั้นได้ไปญี่ปุ่นมาอาทิตย์นึง ไม่ต้องเหนื่อยกับการเริ่มต้นใหม่ๆ ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินไปกับอะไรก็ไม่รู้

แต่เพราะเรามาทำ IFMSA ตอนนี้ CV เรางามมากๆ (ไม่เกี่ยวกับแลบเลย) เราได้ทำในหลายๆงานที่ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะได้ไปถึง ได้เดินทางไปหลายประเทศ เพราะจำเป็นต้องไปประชุม พอบอกชื่อไป หลายคนก็จะบอก อ๋อ (ไม่ได้อยากอวด แต่ช่วงนึงมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ จนอยากเป็นบุคลล unknown มากๆ) เพ่ือนต่างชาติก็มี และถึงงานเราจะจบ เราก็ยังมีเรื่องคุยกันอยู่ แต่ตอนที่เราทำอยู่ ก็มีคนถามเยอะแยะ ว่าทำไปทำไม โง่รึป่าว ค่าประชุมค่าตั๋วเราก็ต้องออกเอง จนทำตัวจนกรอบนั่นแหละ วันๆก็ต้องเชคอีเมลล์ไม่รู้กี่ฉบับ เพื่อนฝูงก็ไม่ได้ติดต่อเลย ตอนนั้นเราก็คิดเหมือนกันว่าชั้นทำไปทำไม รู้แต่ว่าทำเพราะมันสนุก และอยากเห็น IFMSA-Thailand มีอะไรเกิดขึ้น นักศึกษาแพทย์ไม่ได้เป็นแค่นักศึกษาแพทย์ แต่พอตอนนี้มองย้อนกลับไป ก็เพราะ IFMSA เนี่ยแหละที่ทำให้เราได้มาทำวิจัยที่นี่ จากที่เคยเศร้าว่าไม่ได้มาญี่ปุ่น ตอนนี้ไงล่ะ แค่ไม่ถึงปีนึง เรามาญี่ปุ่นสามรอบแล้ว แถมนานด้วย ตอนเราเริ่มทำ IFMSA ใหม่ๆเราก็ไม่รู้หรอก ว่าเราจะได้อะไรแบบนี้กลับมา เพราะฉะนั้นถึงตอนนี้มีอะไรที่ทำให้เซ็งหรือแย่ๆเกิดขึ้น มันก็แค่สิ่งที่เราต้องเรียนรู้และผ่านมันไปให้ได้ หลังจากนั้นเราจะรู้สึกดีกับมันเอง จริงๆก็เอาไว้ปลอบใจตัวเองด้วยแหละ เพราะตอนนี้แลบเราเองก็เฟลสุดขีด

อีกอันคือ ที่บอกว่า Stay Hungry Stay Foolish ถ้าไม่รู้สึกว่าโง่ ไม่รู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร (แบบว่ามีผลต่อชีวิตด้วยนะ ไม่ใช่แค่อยากกินนู่นอยากกินนี่) ก็จะหนืด เหมือนเอนจอยชีวิตไปเรื่อยๆ มันก็ง่ายๆกับชีวิตดีอยู่อ่ะนะ แต่ก็ไม่มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้น ไม่มีอะไรที่ให้มองกลับมาแล้วภูมิใจ แต่บางทีมันก็ยากที่จะกระตุ้นให้อยากทำอะไร ถ้าเราไม่ได้อยากทำ นั่นแหละ เราถึงต้องพยายามหาสิ่งที่เราชอบ ซึ่งปัจจุบันนี้ยังหาสิ่งที่ชอบจิงๆจังๆไม่ค่อยได้เลย และถ้าเราไม่รู้สึกว่าตัวเองโง่ มันจะไม่มีการพัฒนา เรารู้สึกพอพวกเรายิ่งโตขึ้น ความรู้สึกว่าตัวเองโง่จะค่อยๆลดลงโดยไม่รู้ตัว และก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมให้ใครมาเถียงหรือมาสอน และก็ไม่ยอมเปิดรับอะไรใหม่ๆด้วย เราแค่รู้สึกว่าไม่อยากเป็นอย่างนั้นอ่ะ แต่ไม่รู้จะทำได้รึป่าว เพราะบางทีมันก็ไม่รู้ตัว

วันนี้เขียนอะไรเต็มไปหมดเลยเนี่ย อยู่ดีๆความคิดก็หลั่งไหลเข้ามา จนอยากเขียนอ่ะ

Categories: , ,

One Response to “Stay Hungry, Stay Foolish (Thai)”

  1. Thiti July 23, 2005 at 8:32 pm #

    อ่านสนุกดีนะ

    แต่กว่าจะอ่านจบ ตาแฉะเลยแหละ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: