นั่งสมาธิชิวๆ

15 Jan

ไปเทคคอร์สวิชาจิตวิทยามา 7 วันฮะ หนีความเป็นจริงได้ดีทีเดียว คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะเริ่มเล่ายังไงดีให้คนที่ไม่ได้รักศาสนามากมาย จะไม่แอนตี้ แต่ก็ทำได้แต่เขียนแบบเดิมๆ ลองอ่านกันดูนะฮะ

ขอท้าวความก่อนว่า บ้านเราถึงแม้พ่อแม่จะค่อนข้าง religious เข้าหาศาสนากันมากมาย แต่เราก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้น แค่ไม่แอนตี้เฉยๆ เคยไปนั่งสมาธิกะเค้าบ้าง 2-3 ครั้ง โดนบังคับบ้างอะไรบ้าง ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเห็นแต่ความทรมาน ต้องตื่นเช้า ต้องนั่งหลับตาขัดสมาธิเป็นชม. ห้ามกะดุกกะดิก หลังตั้งตรง ห้ามหลับ ทรมานชีวิตเป็นอย่างย่ิง เค้าบอกว่าถ้านั่งได้ จะเห็นแสงเห็นอะไรกันมากมาย แต่หนูนั่งแค่สิบนาทีก็สติแตก ได้แต่แอบเปลี่ยนขาอย่างเงียบๆ เดินจงกรมยังพอจะสนุกกว่า แต่ก็ต้องทรมานกะการเดินช้าๆ (ปกติเป็นคนเดินเร็วมาก) กว่าจะย่างหนอกลับหนอเสะ ก็เหนื่อยละ

ครั้งนี้มาอยู่รพ.อุ้มผาง เป็นนโยบายพี่ผอ. ว่าให้ไปนั่งสมาธิที่ วัดแพร่แสงเทียน จ.แพร่ เป็นเวลา 7 วัน ไปได้เลย ไม่คิดเป็นเวลา ให้ทยอยๆกันไปทั้งรพ. แล้วแต่ความพร้อม เราก็ไปตามธรรมเนียม ไม่ได้คิดอะไร กะไปนั่งหลับๆตามเคย

ความรู้สึกตัว

อันนี้เป็นคอนเซปหลักของที่นี่ คือ ไม่ต้องกำหนดหายใจเข้าหนอออกหนอ หรือ เดินหนอกลับหนอ แต่อย่างใด แค่ทำอะไรก็รู้สึกตัว เดินก็รู้สึกตัวว่าเดิน นั่งก็รู้สึกว่านั่ง ฟังเหมือนจะง่ายชิมิ ใครๆก็ต้องบอกว่า ปกติพวกเราก็ต้องรู้สึกตัวอยู่แล้วสิ ไม่งั้นจะมีชีวิตอยู่ได้กันหรอ ความเป็นจิงแล้ว พวกเราทำไปแบบไม่รู้สึกตัวก็เยอะแยะไป เช่น นั่งกินข้าวคนเดียวอยู่ ก็รู้สึกแค่่สองสามคำแรกว่า อาหารอร่อยยังไง (แต่รู้สึกว่าร่างกายเราเคี้ยวรึป่าวนี่ก็อาจจะไม่มี) หลังจากนั้นก็จะเริ่มคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพ้อเจ้อไปเรื่อย การจะให้รู้สึกตัวจิงๆตลอดการกินข้าว เป็นเรื่องยากมากกกก

ถึงตรงนี้ก็คงมีคำถามต่อว่า แล้วจะรู้สึกตัวตลอดเวลาไปทำไม เพ้อเจ้อบ้างก็ดีนี่นา สนุกดีออก ก็ไม่ได้อยากจะบรรลุโสดาบันอะไรทั้งสิ้นนี่นา นั่นก็เป็นความคิดของเรามาตั้งนานละ ไปติดตามชมกันต่อ

เดินจงกรม

มาถึงปุ๊บ เค้าก็พาเราไปสอนเดิน ซึ่งเราก็ไม่รู้สึกว่ายากอะไร เพราะเคยเดินมาก่อน แต่ที่นี่ไม่ต้องกำหนดหนอ ไม่ต้องเดินช้าๆ เดินตามปกติของเรา ให้อารมณ์ว่าเดินชิวๆ แต่ต้อง รู้สึกตัว รู้สึกว่าเท้าแตะพื้น ทุกครั้ง แตะอยู่สองสามแตะ ก็สติแตกละค่ะ เราก็ค่อยๆบังคับตัวเอง ว่าขอนานกว่านั้นได้มั้ย ก็ค่อยๆรู้สึกนานขึ้นๆ แต่ก็มีความเพ้อเจ้อเข้ามาแทรกเป็นระยะ

แปลงร่าง

วัดนี้เป็นสายหลวงพ่อเทียน ที่ไม่เน้นพูด ไม่เน้นเข้าใจอะไรแต่แรก ทำๆไปก่อน เดี๋ยวเข้าใจเอง เราก็งงๆ แต่ถือว่ามาพักผ่อนไม่ต้องทำงาน ก็ทำๆไปอย่างนั้นแหละ การนั่งสมาธิกะมานั่งหลับ แต่ไม่ได้หลับเรย แงๆๆๆๆ เพราะต้องเคลื่อนไหวมือ 14 จังหวะ เราก็ไม่ได้นับหรอกนะ มันก็เป็นท่าของมัน ทำมือไปเรื่อยๆ วันแรกก็สนุกดี ของใหม่ นั่งสมาธิอย่างกะจะแปลงร่าง ทำไปเรื่อยๆ พระเทศน์ก็ต้องทำท่านี้ด้วย ให้อารมณ์ลัทธิใหม่มากเรย ที่ต้องทำตลอดเวลาก็เพื่อให้มีสติตลอดเวลา วันที่สองเราเร่ิมเบื่อ ไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่เห็นจะได้ค่าอะไร เมื่อยมือก็เมื่อย หลับก็ไม่ได้ บางทีทำทั้งทีหลับก็มี

ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการลากมือช้าๆ จะได้ไม่ต้องยกมือหลายรอบ เมื่อย แต่กลายเป็นค้นพบถึงแก่นสาระของการทำท่านี้ เพราะพอยกช้าๆ เราก็ต้องตั้งใจยก สติเราก็จะไปตามมือ มือลากไปไหน สติก็ลากไปตามกัน เพราะต้องคอยบังคับมือให้ช้่า หลังจากนั้นเรายกช้าตลอด สติอยู่กะเนื้อกะตัวมากขึ้น ก็ยังมีสติแตกเป็นระยะ แต่เข้าใจเหตุผลต่างๆมากขึ้น เริ่มเข้าใจแล้วว่า ‘ไม่ต้องถามมาก ทำๆไปก่อน เดี๋ยวเข้าใจเอง’

ที่สำคัญกว่านั้น การนั่งสมาธิที่นี่ ลืมตา โดยลืมตาไปลากมือไป อาจจะมีคำถามผุดขึ้นมาว่า แล้วมันจะนั่งสมาธิได้ยังไงกัน นั่นสินะ วอกแวกจะตายเนอะ ใครเดินไปมา ก็เห็นหมด จะสงบได้ยังไงกัน ติดตามชมตอนต่อไปฮะ

จับหนู

หลังจากเค้าสอนวิธีเดินกะการแปลงร่าง ในสิบนาที เราก็ถูกโยนเข้าฐาน ซึ่งก็คือศาลาเล็กๆ ที่มีหลายแห่ง โยนเข้าไปคนละแห่ง แล้วก็ไปจับหนูกันเอาเอง (เป็นคำเปรียบเทียบ ว่าสอนแมวให้จับหนูแล้ว ก็ไปจับหนูกันเอาเองละกัน ขอเทียบต่อว่า หนูก็คือ สติ นี่เอง) ไม่มีใครยืนคุม แค่พอถึงเวลาทุกคนมาเดินจงกรมที่ฐานตัวเองกันให้ว่อน เมื่อยก็ลงไปนั่งทำมือ เมื่อยอีกก็ไปนั่งเก้าอี้ข้างๆ เดินกันท่ามกลางป่าไผื สายลม เสียงนกร้อง บรรยากาศชวนน่านอนเป็นอย่างย่ิง พอถึงเวลากินข้าวหรือกินน้ำปานะ (ถือศีล 8 น่ะ) ก็จะมีเสียงเคาะระฆังดังเอง ถ้าถามว่า จะหนีไปนอนได้มั้ย ก็คงได้ เพราะไม่มีใครคุม แต่ว่า เค้าจำได้นะ ว่าแต่ละฐานใครต้องมาเดิน ถ้าใครหายไปเค้าก็รู้น่ะ แงๆๆๆ ชีวิตลำบากซะจิง

ซึ่งศาลาก็ใกล้ๆกันหมด เดินหรือนั่งลืมตาก็เห็นกันหมด จะไปมีสมาธิได้ยังไงเนอะ แต่หลังจากวันสองวัน ก็เกิดปาฎิหาริย์มีจิง เสียงนกร้องหายไป คนที่เดินให้ว่อนก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจ ทุกอย่างมีอยู่ แต่ความรู้สึกตัวของเราที่เพิ่มขึ้น ทำให้เราไม่สนใจอย่างอื่น มันหายไปเอง สมาธิมันมาเอง ถึงแม้จะมาเป็นห้วงๆ ความฟุ้งซ่านต่างๆก็ลดลง (แต่กลับอยากเดินพารากอน ทั้งๆที่ไม่เคยอยาก อยากกินอาหารเมกซิกัน อินเดีย บลาๆ ทั้งๆที่อยู่อุ้มผางตั้งหลายเดือนแต่ไม่โหยหา)

เราค้นพบด้วยว่า การเดินจงกรมไม่ว่าเร็วหรือช้า ก็เกิดสมาธิได้หมด สำหรับเราเดินเร็วจะสมาธิมาเร็วเชียว แต่เมื่อยขามาก แล้วก็ค้นพบว่า ท่าแปลงร่างนั่น เกิดสมาธิได้จิง กะว่าฝึกไปนานๆอาจจะปล่อยพลังเน็นออกมาได้ (HunterxHunter การ์ตูน ญ หนูยังเพ้อเย่อเหมือนเดิม อิอิ)

แต่ได้แค่นี้เราก็พอใจแล้วนะ กะว่ากลับมาจากวัดก็ช่างละ

แปรงฟันก็รู้สึกตัว

ก็มีวันนึง เค้าให้บรรยายความรู้สึก ทุกคนมีความทุกข์กันทั้งนั้นเลยถึงมาวัด มีแต่เรา ที่มาเพราะผอ.ให้มา ก็ไม่มีเรื่องดราม่าเหมือนคนอื่นเค้า แล้วก็พูดแค่ว่า ก็รู้สึกว่าสติมีมากขึ้น แปรงฟันก็รู้ตัว ล้างจานก็รู้ตัว แค่นั้น

วันรุ่งขึ้นแม่ชีมาชื่นชมใหญ่เรย ว่าการที่แปรงฟันแล้วรู้สึกตัวมันไม่ง่ายนะ เค้าใช้เวลาตั้งนาน กว่าจะทำได้ ซึ่งเราว่ามันก็ไม่ง่ายจิงๆนะ ตื่นมาตอนตีสาม ปกติก็แปรงๆเป็นรีเฟลกซ์ แต่อยู่ดีๆก็รู้สึกตัวว่าแปรงได้ตลอดเลย ไม่ใช่แค่นี้ วันแรกๆโดนใช้ไปล้างจาน ก็งงๆว่าหนูมาวัดทำไมนะ ปกติขี้เกียจล้างจะตาย แต่พออยู่ไป กลับมีความสุขกับการล้างจาน (ล้างของคนทั้งหมด แต่ช่วยกันล้างแค่ไม่กี่คน) เริ่มรู้ว่าควรทำเร็วๆ เพราะมันมีจานอีกเยอะ แต่พอส่งต่อไปอีกน้ำ เราก็รีบด้วยการโยนเหมือนกัน เสี่ยงต่อจานแตกเป็นอย่างมาก แต่เพิ่งมาคิดได้วันท้ายๆ กลายเป็นว่า ถูจานกะน้ำยาเร็วมาก แต่พอส่งต่อจะค่อยๆวาง มันมีสติหมดเลยทุกสเตป ใครจะมาแย่งล้างก็ไม่ยอมด้วยนะ เราก็แอบเครียดในใจ ว่าทำไมหนูเป็นอย่างนี้

ยังมีอีก ตอนจะกลับออกจากวัด เค้าให้ทำความสะอาดก่อนกลับ แต่รถรพ.มารับแล้ว เราก็รีบๆ กะว่ากวาดห้องให้นิดๆพอ ไม่ถูให้หรอก และนิสัยอย่างเรา ห้องตัวเองยังไม่ค่อยกวาดถูเรย (ห้องเราเน่าจิง หลายคนคอนเฟิม แหะๆ) กวาดไปซักพักก็คิดได้ว่า ไหนๆก็ไหนๆ ไปกวาดข้างนอกให้ด้วยละกัน แต่ไม่ถูหรอกนะ พอใกล้เสร็จ เห็นไม้ถูพื้นอยู่ตรงหน้า โอ๊ย มาตั้งอะไรตรงนี้ ก็ต้องถูสิ แต่ถูในห้องนอนก็พอ ถูไปอีกหน่อย ก็อ๊ะ แค่ระเบียงอีกนิดเดียว ถูให้ก็ได้ ชิ แง ทำไมหนูกลายเป็นคนดี หนูไม่ได้อยากเป็นคนดีนะ แอบคิดต่อว่า คนอื่นอาจจะเสียใจว่าการที่เราเป็นคนดีจะไปมีผลกะคนอื่นให้โดนจิกมาทำงานด้วย แต่คิดต่อเรียบร้อยแล้วว่า ถ้าสติมันทำงานแบบนี้ มันจะคอยบอกเราว่า ถ้าคนอื่นไม่ทำก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ทำเองก็ได้นี่นา แง หนูไม่ได้อยากทำ เอาสติออกไปได้มั้ยง่ะ

เราเข้าใจแล้วว่า การทำมือแปลงร่างจับหนู การเดินจงกรม การลืมตา เพื่อเลียนแบบธรรมชาติในชีวิตประจำวันของเรา พอเราฝึกให้มันมีสติ เวลาเราทำงาน มันก็จะถูกแอบพลายด์ให้มีสติด้วยโดยอัตโนมัติ  (จิงๆหลวงพ่อเทียนอธิบายไว้แต่แรก แต่เราไม่เข้าใจ จนได้มารู้สึกเอง)

มาเรียนจิตวิทยากัน

เราเล่าแค่เรื่องที่เห็นภาพได้นะ มีเรื่องที่อธิบายไม่ได้ เป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน อีกฮะ มันไม่มีปาฎิหาริย์ ไม่มีนิมิต ไม่เห็นแสง ไม่มีลูกแก้ว ไม่เห็นอดีตอนาคตอะไรทั้งสิ้น อ้าว แล้วมันคืออะไร มันคือ ฟีวกู้ด (feel good) อิอิ แต่ละคนเจอกู้ดเยอะกู้ดน้อยต่างกัน แล้วแต่บุญกรรมที่สั่งสมมา เราเจอกู้ดมากพอที่ทำให้อย่างกลับไปเทรนต่อ (แต่หนูทำใจตื่นตีสามไม่ได้) แต่ก็ต้องมีความขยันด้วย เราเชื่อมั่นว่า คนเรียนจบมาถึงตอนนี้ที่นั่งอ่านบลอกนี้อยู่ได้ ต้องผ่านการสอบมามากมาย ต้องฝืนตัวเองบังคับตัวเองให้อ่านหนังสือมากมาย กะอีแค่ฝืนตัวเองให้มีสติในการเดินตลอดเวลา แค่ห้วงสั้นๆ เป็นเรื่องพอจะทำได้ แต่อาจจะไม่ทำเอง

มันเป็นเรื่องของจิตน่ะ จิตใจของเราเลยล่ะ เราจะเห็นความคิดเราสองฝั่งคุยกันตลอดเวลา ซึ่งทุกคนเป็นเหมือนกัน การนั่งสมาธิที่นี่ ก็จะไม่เหมือนที่อื่นเค้าอีกละ คือ ไม่บังคับความคิด อยากคิดก็คิดไปสิ คิดไปนานๆเดี๋ยวก็เบื่อเอง (เราก็คิดในใจว่า ไม่จิงอะ) เวลาคิดเรื่องมีความสุขมันก็ไม่เบื่ออะนะ แต่พอคิดเรื่องไม่ดีๆ โกดเกียดใคร พอคิดไปนานๆมันก็เบื่อจิงๆนะ พอเบื่อ มันก็ไม่รู้จะทำอะไร เฟซบุคก็ไม่มี มีแต่สายลมแสงแดด ต้นไม้ใบหญ้า กลับไปนอนก็ไม่ได้ งั้นเรามาเดินดูตีนตัวเองก็ได้ ว่าแล้ว สติก็กลับมาเองอย่างไม่น่าเช่ือ (แต่เดี๋ยวก็หลุดอีก แง) พอเราเป็นอย่างนี้บ่อยเข้า พอจะเริ่มคิดเรื่องต่างๆ สติจะเข้ามาบลอกไว้เร็วขึ้น ยังไม่ได้ทันจะเริ่มด่าใครในใจ สติก็มาห้ามไว้ละ อารมณ์ก็ไม่เสีย ไม่หงุดหงิด

พอคิดได้อย่างนี้ เรานึกถึงเพื่อนมากมาย ที่หงุดหงิดง่าย งอแง ทะเลาะกะแฟนเป็นว่าเล่น อกหัก แฟนทิ้ง บลาๆ ถ้าได้มาฝึกบลอกความคิดที่ไม่ดีๆแบบนี้บ้างก็ดี ไม่ต้องคาดหวังบรรลุอะไรหรอก เอาแค่ให้จิตใจสงบๆก็พอแล้ว มีน้องคนนึง เล่าว่า ก่อนมานั่ง ไม่พอใจเพื่อนคนนึง ตลอดห้าวันแรก คิดถึงแต่เรื่องเพื่อนคนนี้ตลอดเวลา และหงุดหงิดมาก พอวันที่หก เพื่อนคนนี้ค่อยๆหายไปออกจากจิตใจ จนไม่เหลือเลยในวันท้ายๆ อาจจะสงสัยต่อว่า ถ้ากลับออกจากวัดไปเจอเพื่อนคนนี้อีก ก็กลับมาหงุดหงิดอีกสิ ก็เป็นไปได้ แต่สติที่มี จะทำให้เราบลอกความคิดไม่ดีได้มากขึ้น พยายามหาทางเลี่ยงเพื่อนคนนั้น

มีอีกหลายอย่างที่เราค่อยๆเข้าใจ แต่ไม่มั่นใจจะเล่า เพราะหนูเพิ่งเทคคอร์สเอง ไม่รู้เข้าใจผิดเข้าใจถูก แต่มันก็เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจเองจิงๆ เหมือนเวลาใครอกหักเสียใจ ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ไม่เข้าหัวหรอก จนถึงเวลาคนนั้นก็คิดได้เอง เค้าถึงก้าวออกมาจากความทุกข์นั้นได้เอง เลยเข้าใจคำพูดที่ว่า เป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน

คุณป้า

พอไปถึงวัด เจอคุณป้าคนนึง เราก็นึกว่าคุณป้าตามวัดทั่วไป ที่เป็น ป้า จู้จี้จุกจิก เรื่องมาก คอยบ่นๆ เป็นชาวบ้านทั่วไปอะไรแบบนี้ ซักพัก เค้าก็ลากเราไปสอนเดินกะทำท่า แล้วพอคุณป้าเล่าเรื่องจิตออกมา เราถึงได้เข้าใจว่า คุณป้าไม่ธรรมดา ความคิด มุมมอง ความเข้าใจโลก ที่ไม่เหมือนป้าๆทั้งหลาย นี่ยังไม่นับระดับความรู้สึกตัวที่มองไม่เห็น (และไม่เข้าใจได้) อีก ซึ่งป้าเล่าให้ฟังทีหลังว่า คุณป้าก็เริ่มจากมานั่งไม่คิดอะไรเหมือนเรานี่แหละ อยู่ดีๆมันก็มาถึงขนาดนี้ และเป็นคนก่อตั้งที่นี่ ซึ่งคุณป้าไม่ขออะไร แค่อยากให้คนมาปฎิบัติกันเยอะ ไม่ต้องเสียเงินอะไร เดี๋ยวคุณป้าทำกับข้าวเลี้ยงเอง (คุณป้าทำอร่อยจิงอะไรจิง ปลูกผักเองด้วย ผักอร่อยมาก สิ่งเดียวที่ดึงดูดให้เราอยู่วัดได้ในวันแรกๆ คือ รอกินข้าว กะผักของคุณป้าและคณะ) คุณป้าก็เลยดูเหมือนชาวบ้านมากในภายนอก เราว่าคุณป้าเป็นตัวอย่างที่ดีเลยนะ เพราะคุณป้าบอกว่า แต่ก่อนก็เอาแต่เที่ยวเล่น ทำงานหาเงินได้เท่าไหร่ (จากการขายอาหาร ตัดเย็บเสื้อผ้า ทำผม) ก็เอาไปเที่ยวหมด งานบ้านอะไรไม่เคยสนใจ ป้าเป็นคนไม่เอาไหนที่สุด เซ่ดคุณป้า แต่ป้าก็ยังฮึดทำได้ คุณป้าบอกว่า ป้าแค่อยากปฎิบัติไปเรื่อยๆ เพื่อศึกษาเรื่องจิต และไม่เข้าใจว่า ทำไมพ่อแม่ไม่สอนเรานะ ทำไมครูไม่สอนเรานะ ว่าจิตมันเป็นแบบนี้ๆ แต่มันเป็นส่ิงที่สอนกันไม่ได้ และไม่ใช่ว่าเข้าใจทุกคน

คุณป้าได้ขนาดนี้ ก็ยังคงทำตัวบ้านๆ ตำน้ำพริกอย่างมีสติ ปลูกผักอย่างมีสติ ให้เรากินกันอย่างอร่อยมากมาย อิอิ

แม่ชี

มีแม่ชีมาสนิทด้วย ซึ่งตอนแรกเราแอบไม่ประทับใจเล็กน้อย เพราะเป็นคนมาจิกเราไปล้างจาน ไปกวาดวัด ไปทำนู่นนี่ เราก็แอบคิดในใจ ทำไมจิกชั้นจังเรย ก็รู้ว่าเค้าเป็นคนแบ่งงาน แต่แอบรู้สึกโดนจิกมาเกินเหตุ ตอนหลังแม่ชีมาเฉลยว่า เค้าเห็นเป็นหมอ กัวว่าจะอีโก้สูงตามประสาหมอ เลยให้ใช้ทำงานเยอะๆเพื่อลดอัตตา

แล้วเค้าก็เล่าประวัติตัวเองมามากมาย ว่าเค้าอัตตามากมายขนาดไหน ซึ่งเราได้ขออนุญาตเอาประวัติเค้ามาเผยแพร่ (อาจจะมีใส่ไข่บ้าง แหะๆ) เพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่า คนเราเปลี่ยนกันได้จิงๆถ้าคิดจะเปลี่ยนตัวเอง ตอนเราเจอแม่ชี เค้าก็ดูซอฟท์ดี ทำงานนู่นนี่นั่น อายุก็ดูไม่มาก เค้าบอกว่า จิงๆแล้วเค้าเพิ่งละลายได้เพียง 2-3 เดือนเอง อดีตของเค้าคือ คนที่ภูมิใจในชาติตระกูลฐานะความรู้การศึกษา เรียกว่า ทุกอย่างของตัวเองมาก ไปอยู่เมืองนอกแต่เด็ก ทำงานเป็นดีไซน์เนอร์ อิมพอทเอกพอทเสื้อผ้าด้วย วิ่งตามแฟชั่นทุกอย่าง แบรนด์เนมทั้งตัว เพชรพลอยเต็มตัว เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็ม เครื่องสำอางค์ที่ใครว่าดีซื้อหมด บ้าชอปป้ิงมาก และบ้างานอีก รวยอยู่แล้วก็อยากรวยขึ้นไปอีก ทำงานเพิ่มเป็นสองเท่า กินสตาบัค เอสเพรซโซวันละ 5-8 แก้ว กินแต่วิตามินวันละสิบๆเม็ดแทนข้าว อยากได้อะไรต้องได้ ไม่เคยมีใครขัดใจ แต่ก่อนพวกของดีๆยังไม่เข้าเมืองไทยมาก พออยากกินอาหารดีๆก็บินไปฮ่องกงทันที อยากได้กระเป๋าก็บินไปอิตาลีทันที อะไรแบบนี้

แต่มีความแปลกตรงที่ มีความอยากเป็นแม่ชีตั้งแต่เด็ก ก็เลยเข้าวัดนั่งสมาธิมา 20 ปี ตอนเป็นแม่ชีก็มีคนใช้ 2 คน แต่งกุฎิราวกับเป็นวังน้อยๆ ก็ยังเว่อเหมือนเดิม แต่พอมีเรื่องขัดใจ ถึงกับอยากฆ่าตัวตายเลยทีเดียว จนแม่ชีมาฝึกปฎิบัติที่วัดนี้ แม่ชีบอกว่า คุณป้าต้องใช้เวลาเป็นปี กว่าจะเลาะเปลือกที่มีอยู่ออกหมด ตอนแรกไม่ใช่อย่างที่เห็นเลย เดินกลางดิน ทำงานบ้านแบบนี้ อย่าหวังว่าจะได้เห็น ตอนนี้เหรอ ถ้าให้ไปล้างห้องน้ำก็สบายมาก นั่งสมาธิเดินจงกรมตากแดด ก็ไม่บ่น เรางี้นึกภาพอดีตของเค้าไม่ออกเลย แต่คนแถวนั้นบอกว่า อดีตของชีนี่ไม่ไหวจิงๆ

เราเลยอยากเอามาเล่าเพื่อบอกว่า ใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้หรอก ถ้าอดีตแรงสู้แม่ชีไม่ได้ ห้ามบอกว่าตัวเองทำไม่ได้ฮะ แต่จะอยากลองรึป่าวเท่านั้นเอง ที่เขียนมานี่ก็ไม่ได้จะให้ทุกคนเข้าวัดนะฮะ แค่อยากเล่าประสบการณ์ว่า มันมีอะไรดีนะ ไม่ได้ไสยศาสตร์อย่างที่เคยคิด แต่มันแค่เล่าต่อกันยากเท่านั้นเอง จะให้มาเขียนตีพิมพ์ลงเจอน่อลทางวิทยาศาสตร์คงจะไม่ได้ และที่สำคัญกว่า ก็แค่อยากให้คนที่เวลามีปัญหาในชีวิต เจอเรื่องแย่ จะได้ไม่รู้สึกแย่อย่างที่ควรจะเป็น ดีมั้ยฮะ

ดูรูปรอบวัดกัน

ยามค่ำคืนจะเป็นที่เดินจงกรม ต้นใบยาสูบข้างซ้าย แปลงผักข้างขวา ข้างหน้าเป็นดวงจันทร์กลมโตและเทือกเขา ชีวิตนี้จะเอาอะไรอีก (ยุงมากมาย ฮือๆ)

ต้นใบยาสูบใกล้ๆ เพิ่งเคยเห็น หนูเป็นเด็กบ้านนอก

แก๊งผักชี ปลูกโดยคุณป้า ผักชีธรรมดา กะ ผักชีลาว (dill)

ผักกาดหอมบ้านๆ แต่อร่อยจัง ไม่มีขมเลย

ผักขี้หูด เราเพิ่งเคยรู้จัก ตรงก้านๆที่ยื่นออกมา เอามาแทะกินได้เลย ก็อร่อยดีนะ

ป่าไผ่

เดินจงกรมท่ามกลางป่าไผ่ มีศาลาแทรกอยู่

Advertisement

Tags:

3 Responses to “นั่งสมาธิชิวๆ”

  1. jeab January 17, 2012 at 10:16 am #

    โห อย่างเยอะอ่า

  2. Paworn January 17, 2012 at 3:00 pm #

    ยู ไออ่านแล้วไม่เก็ตยู สงสัยยึดติดกับทางโลกเกินไป สิ่งเร้าเยอะ

    • DeeDee January 17, 2012 at 9:47 pm #

      เป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตนไงยู อิอิ
      แต่ไอก็ยึดติดน้อยกว่ายูหน่อยเดียวเองนะ คุณแม่ชีติดยิ่งกว่ายูอีก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 385 other followers